รายงานสถานการณ์: พม่า

พม่า ประเทศในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชายแดนติดอยู่กับประเทศจีน ในปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วต่ำที่สุดในโลก โดยเคสแรกนั้นได้รับการยืนยันเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม ก่อนหน้านี้ เราคาดว่าการระบาดของโรคครั้งแรกที่เกิดขึ้นในจีนจะส่งผลต่อประเทศพม่าเป็นประเทศแรกๆ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ออกมามีบทบาทในการตอบสนองต่อโควิดจนกระทั่งในเดือนมีนาคม ทางการได้ออกมาโต้แย้งจากการตั้งข้อสงสัยบนโลกโซเชียลว่ามีการออกมาตอบสนองช้าเกินไปหรือเปล่า ก่อนที่จะมีการวิจัยรายงานนี้ออกมา เราคาดไว้ว่าตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่น้อยนั้น อาจจะมาจากการขาดการทดสอบเพื่อหาโรคหรืออาจมีการปกปิดตัวเลขก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อดูหลักฐานของประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็สนับสนุนคำอธิบายจากทางการว่าโควิด 19 นั้นเข้ามาในประเทศช่วงเดือนมีนาคมและประเทศพม่าใช้มาตรการกักตัวแบบศูนย์กลาง ทำให้เราคาดว่านั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการระบาดของโรคน้อยในประเทศ

ในขณะที่เรากำลังเขียนรายงานนี้อยู่นั้น พม่าค่อยๆ มีการรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้เป็น 150 เคสในทั้งหมด 6 จังหวัดแล้ว ในช่วงวันที่ 23-29 มีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาพบว่ามีทั้งหมด 11 เคสที่มีประวัติในการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกามาก่อน 5 คน ยุโรป 4 คน ไทย 4 คน และสิงคโปร์ 3 คน การระบาดของโรคที่แพร่ไปในหลายจังหวัดและการทดสอบเพื่อหาโรคที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการระบาดของโรคอาจจะมากกว่าที่คิดก็ได้ ขณะนี้มีคนทั้งหมด 3,000 คนที่ยังอยู่ในขั้นตอนรอการตรวจสอบและทดสอบหาโรคในอัตรา 51:1 โดยตัวเลขของสหรัฐอเมริกาคือ 5.5 และตัวเลขของนิวซีแลนด์ 97.3 นั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าสถานการณ์นั้นอาจอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

จากการวิเคราะห์: การตรวจโรคต่อเคสยืนยันที่สูงที่สุดในโลกคือ 7x สูงกว่าไต้หวันซะอีก https://t.co/ekPrF07noj pic.twitter.com/8JpE0PVXmY— ด็อกเตอร์เทรย์กล่าว #StampItOut (@Comparativist) 26 เมษายน 2020

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับโควิด 19 ก็คือมีคนงานอพยพเป็นร้อยเป็นพันคนจากประเทศไทยที่พยายามจะเดินทางกลับประเทศตนเอง เพราะไม่มีงานให้ทำในช่วงล็อคดาวน์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก หรืออาจเดินทางกลับในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวพม่า ทำให้หลายคนเกิดความหวาดกลัว มีหนึ่งเคสในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่นักเรียนจากเมืองอู่ฮั่นถูกให้ย้ายไปที่เมืองมัณฑะเลย์เพื่อกักตัวที่โรงพยาบาล Kandaw Nadi เป็นเวลา 14 วัน หลังจากนั้น เนื่องจากขาดการเตรียมพร้อมเรื่องการป้องกันทั้งจำนวนคน ความพร้อมด้านเทคนิดต่างๆ การรับมือ และมาตรการที่ใช้ควบคุม ทำให้ประชาชนในพม่าเกิดความหวาดกลัวจนกระทั่งมีการพบผู้ติดเชื้อสองราย พม่ามีเวลาในการเตรียมรับมือเพื่อต่อสู้กับโควิด 19 แต่ก็ยังเตรียมความพร้อมได้ไม่เพียงพอ

ระบบสาธารณสุขในพม่า

ด้านสาธารณสุขของพม่าอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุขพร้อมกับความร่วมมือขององค์กรนานาชาติ ในพม่ายังขาดส่วนที่เตรียมพร้อมในการรับมือเรื่องโรคระบาดอยู่ โดยมีสองโรงพยาบาลสำหรับรองรับคือโรงพยาบาล Waibagi ในย่างกุ้งและ Kandaw Nadi ในมัณฑะเลย์ โดยทั้งสองที่นั้นไม่ได้ถูกใช้หลายปีหลังจากที่เกิดการระบาดของโรคชาร์ส ในพม่านั้นมีการสร้างสถานที่อำนวยความสะดวกด้านการแพทย์ เพื่อทำให้ประชาชนจากถิ่นทุรกันดารสามารถเข้าถึงการรักษาของแพทย์ได้ โรงพยาบาลของพม่าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้; โรงพยาบาลทั่วไป (เตียงผู้ป่วยน้อยกว่า 2,000 เตียง) โรงพยาบาลชำนาญการและโรงพยาบาลสำหรับใช้สอน (เตียงผู้ป่วย 100-1,200 เตียง) โรงพยาบาลในภูมิภาค/รัฐและในระดับเขต (เตียงผู้ป่วย 200-500 เตียง) ในถิ่นทุรกันดาร แพทย์จะประจำอยู่ที่โรงพยาบาลประจำเท่านั้น ศูนย์การแพทย์ในถิ่นทุรกันดารและศูนย์การแพทย์ขนาดเล็กอื่นๆ จะไม่มีแพทย์ประจำ แต่จะดูแลโดยผู้ช่วยแพทย์แทน ทำให้บริการด้านการแพทย์ในถิ่นทุรกันดารนั้นมีอยู่อย่างจำกัด

สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในปัจจุบันของพม่า

ไม่มีการรายงานการยืนยันอย่างเป็นทางการของผู้ป่วยโควิด 19 ในพม่าจนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม 2020 อย่างที่ได้กล่าวไปนั้น ทั้งผู้เชี่ยวชาญและประชาสังคมต่างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขจากทางการ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศจีนและจากการเดินทางเข้าออกของผู้คนที่ชายแดนจีนพม่า ในรัฐ Kachin มีการเดินทางเข้าออกของชาวจีนแบบถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง รัฐบาลเองก็ไม่ได้คอยเฝ้าดูการเดินทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม มีเคสเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นในจังหวัดยูนนานของจีน เมืองที่มีการเดินทางเข้าออกผ่านชายแดนมากที่สุดก็คือ Xishuangbanna ซึ่งมีรายงานจำนวนของผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 15 รายเท่านั้น

หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะจำนวนการตรวจหาโรคในพม่านั้นน้อย แต่ด็อกเตอร์ Frank Smithuis นักระบาดวิทยาและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ผู้ที่เคยทำงานในประเทศพม่ากว่า 20 ปี ได้ให้ความเห็นว่าจำนวนของผู้ติดเชื้ออาจมากกว่าในรายงาน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเป็นการแพร่ระบาดของโรคอย่างหนัก เพราะจำนวนโรงพยาบาลที่มีในพม่านั้นยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปกติ แม้ความจริงอาจจะมีการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยมากขึ้นสำหรับคนที่มีอาการของโควิดอย่างรุนแรง

เคสโควิด 19 อีกสองรายที่เป็นรายใหม่ได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2020 โดยมีประวัติในการเดินทางจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษมาก่อน ผลการตรวจได้รับการประกาศเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวัน แต่ทันทีที่การประกาศนั้นสิ้นสุดลง ผู้คนต่างพากันออกไปซื้อของมากักตุนในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นสองเมืองหลักของพม่า แม้จะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ตาม ทั้ง City Mart และซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คนแห่กันไปซื้อของ การรวมกลุ่มกันของผู้คนในลักษณะนี้มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคได้ แต่พวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้และพยายามที่จะซื้ออาหารแห้งต่างๆ

ตัวเลขยืนยันผู้ป่วย COVID-19 ประจำวัน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2020 เวลา 10 โมงเช้าในพม่า มีตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วเป็น 121 ราย โดยเสียชีวิตแล้ว 5 ราย และอีก 9 รายได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว การแพร่กระจายของโรคนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนวันที่ 11 มีนาคม 2020 และกระโดดไปเป็น 10 คนเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2020 และกลายเป็น 21 คนเมื่อวันที่ 13 เมษายน ทำให้สาธารณชนต่างพากันตื่นตระหนก Daw Aung San Suu Kyi ผู้เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่าได้ออกมาเตือนประชาชนว่า อาจยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่ยังไม่ได้รับการรายงานจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนเมษายน และโปรดอย่าตื่นตระหนกหากตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น ในปัจจุบันเคสส่วนใหญ่ทั้งหมดพบในย่างกุ้ง แต่ยังคงเป็นที่กังวลว่าการระบาดของโรคอาจแพร่กระจายไปยังถิ่นทุรกันดารซึ่งมีการดูแลทางการแพทย์อยู่อย่างจำกัด

การตรวจ COVID-19

รัฐบาลพม่าได้จัดสรรงบประมาณ 300 ล้าน MMK (USD 206,000) ไว้สำหรับซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์สำหรับห้องแล็บ และอุปกรณ์สำหรับใช้ในการป้องกันตัวเอง ซึ่งจำนวนเงินยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณของไทย 1 พันล้านบาท (20 พันล้าน MMK หรือ 34 ล้านดอลลาร์) สำหรับใช้ตรวจโควิดและ 6.2 พันล้านบาท (270 พันล้าน MMK หรือ 190 ล้านดอลลาร์) สำหรับซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ดูเหมือนว่าพม่าต้องรอรับการบริจาคจากต่างชาติรวมทั้งความช่วยเหลือในการเตรียมรับมือกับโควิด 19 เราได้พบรายงานของจีนและเกาหลีที่ได้บริจาคอุปกรณ์สำหรับใช้ตรวจและอุปกรณ์ PPE ด้วย

พม่าไม่มีแล็บสำหรับการทดสอบ PCR จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ตัวอย่างที่ต้องนำไปตรวจทั้งหมดถูกเก็บรวบรวมแล้วส่งไปตรวจในประเทศไทยแทน หลังจากที่ได้รับอุปกรณ์แล็บจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (AFRIMS) ผ่านองค์การอนามัยโลก สถาบันโรคติดเชื้อประเทศญี่ปุ่น (NIID) ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติ (NCGM) มหาวิทยาลัยจูเทนโดผ่านสถานทูตญี่ปุ่นและ JICA พม่าได้เตรียมที่จะเปิดแล็บไว้ใช้เองในประเทศสำหรับการตรวจโควิด 19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2020 โฆษกรัฐบาล ด็อกเตอร์ Thar Tun Kyaw ได้จัดให้ห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข (NHL) สามารถทำการทดสอบได้ 300 ครั้งต่อวันเพื่อเป็นการรับมือกับโควิด 19 โดยก่อนหน้าที่จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชาวจีนเดินทางมาที่พม่า จำนวนครั้งในการตรวจโรคยังอยู่ที่ 60 ถึง 70 ครั้งต่อวันเท่านั้น เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2020 ทีมจากจีนได้เดินทางมาถึงและทำงานร่วมกันกับห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข (NHL) และช่วยให้พวกเขาสามารถทำการทดลองได้ 200 ตัวอย่างต่อวัน จำนวนของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันนั้นเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของการตรวจโรค ในปัจจุบัน NHL สามารถตรวจโรคได้ 300-500 ครั้งต่อวันและจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันมีประมาณ 10-20 รายต่อวัน โดยในปัจจุบันพม่าได้ทำการตรวจโรคไปแล้ว 7,718 ตัวอย่างจากเคสที่ต้องสงสัยและมี 150 เคสที่ได้รับการยืนยันว่าได้รับการติดเชื้อ หมายความว่าอัตราของตัวอย่างที่ถูกพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อจากตัวอย่างทั้งหมดเท่ากับ 1.9%

เนื่องจากทั้งประเทศมีเพียงแค่แล็บเดียวเท่านั้นที่ใช้ในการตรวจโควิด 19 โรงพยาบาลทั้งหมดไม่ว่าจะใกล้หรือไกลจะต้องส่งตัวอย่างเพื่อนำมาตรวจโรคในย่างกุ้งเท่านั้น ห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข (NHL) มีอุปสรรคต่างๆ ทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบ NHL มีพนักงานทั้งหมด 200 คนแต่มีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้นที่เป็นนักจุลชีววิทยาที่ทำหน้าที่ในการตรวจโควิด การเตรียมพร้อมและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของ NHL นั้นไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งประเทศได้ถ้าการระบาดของโรคนั้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้แต่การส่งตัวอย่างของโรงพยาบาลมาที่ NHL ก็เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาแล้ว

ปัจจุบัน รัฐบาลพม่ากำลังพยายามปรับปรุงจำนวนของการตรวจโรค รองผู้อำนวยการของ NHL ด็อกเตอร์ Ohnmar Swe Tin กล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะเปิดศูนย์สำหรับการตรวจโรคอีกแห่งในมัณฑะเลย์ โดยตั้งอยู่ที่บริเวณตอนบนของพม่า เพื่อรับมือกับการตรวจหาโรคจากทางเหนือของประเทศ และช่วยลดภาระการทำงานของ NHL ด้วย นอกจากนี้ยังทำให้โรงพยาบาลทางตอนเหนือของประเทศสามารถทำการขนส่งตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจได้ง่ายขึ้น บริษัทยาในพม่าได้บริจาคเครื่องมือสำหรับใช้ตรวจโรคซึ่งสามารถทำการทดสอบได้ 1,300 ครั้งต่อวัน ทำให้ความสามารถในการตรวจโรคนั้นดีขึ้นมากเมื่อศูนย์ตรวจโรคแห่งนี้ได้เปิดให้บริการแล้ว แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ประเทศการตรวจ/ประชากร 1 ล้านคนประเทศการตรวจ/ประชากร 1 ล้านคน
พม่า96ไทย2,043
อินโดนีเซีย184เวียดนาม2,119
ลาว201มาเลเซีย3,402
กัมพูชา345สิงคโปร์16,203
ฟิลิปปินส์625บรูไน27,770
การตรวจโรคต่อประชากร 1 ล้านคนในประเทศอาเซียน
ที่มา – Worldometer

แผนสำหรับเคสผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว

คนไข้ที่ได้รับการยืนยันแล้วจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล Kandaw Nadi ถ้าพวกเขาอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ และจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาล Waibargi โรงพยาบาล South Okkalapa Women และโรงพยาบาลเด็ก หากพวกเขาอยู่ในเมืองย่างกุ้งสำหรับการดูแลในขั้นต่อไป เคสผู้ป่วยที่อยู่ในเมืองและภูมิภาคอื่นๆ จะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของภูมิภาคหรือรัฐนั้นๆ จากนั้นรัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศให้มีการล็อคดาวน์ เพื่อแยกผู้ป่วยออกมาและบางครั้งก็ปิดถนนที่มีกลุ่มของผู้ต้องสงสัยด้วย เพราะโรงพยาบาล Kandaw Nadi และ Waibargi สามารถรองรับผู้ป่วยได้น้อย MoHS วางแผนที่จะเปิดโรงพยาบาลแยกออกมาเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยโควิดโดยเฉพาะ โดยสถานที่ที่ถูกเลือกนั้นก็คือสถาบันกลางข้าราชการพลเรือน (Hpaung Gyi) ใน Hlegu Township ย่างกุ้ง

สถาบันกลางข้าราชการพลเรือน Hpaung Gyi ได้เปลี่ยนไปเป็นศูนย์การแพทย์ Hpaung Gyi ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ในช่วงแรกของการดำเนินการ ศูนย์จะมีเตียงผู้ป่วยทั้งหมด 240 เตียง เตียง HDU 240 เตียง เตียง ICU 20 เตียง ในขั้นตอนแรก โรงพยาบาลจะมีพนักงานทั้งหมด 200 คนโดย 20% เป็นทหาร จากภาคเอกชน และอีก 60% มาจาก MoHS ขั้นตอนที่สองศูนย์การแพทย์จะขยายให้มีเตียงรองรับทั้งหมด 2,000 เตียง ในปัจจุบันความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาล Waibargi นั้นถึงขีดสุดแล้วทำให้ผู้ป่วยโควิด 19 จากย่างกุ้งต้องถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล South Okkalapa Women และโรงพยาบาลเด็ก ถ้ามีจำนวนของผู้ป่วยที่มากจนเกินไปจากโรงพยาบาล Waibargyi ผู้ป่วยโควิด 19 บางรายจะถูกเคลื่อนย้ายมายังศูนย์การแพทย์ Hpaung Gyi ศาสตราจารย์ Zaw Lynn Aung จากมหาวิทยาลัยแพทย์ 1 จากย่างกุ้งจะเป็นผู้นำทีมในการจัดการการทำงานของโรงพยาบาลใน Hpaung Gyi

การยับยั้ง

สถานการณ์ของพม่านั้นขึ้นอยู่กับการค้นหาผู้ที่เคยมีการติดต่อกับผู้ติดเชื้อมาก่อน มีอีเว้นท์ทางศาสนาเกิดขึ้นที่ Insein Tsp แม้ว่าจะมีการห้ามไม่ให้รวมตัวกันในที่สาธารณะ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคและมีผู้ติดเชื้อมากถึง 50 ราย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขพยายามดำเนินการค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อจากการที่เคยใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมาก่อน คณะปกครองของเมืองย่างกุ้งได้ตั้งข้อหากับ 4 คนรวม ทั้งผู้ที่เป็นบาทหลวงด้วย เพื่อเป็นการเตือนประชาชนไม่ให้รวมตัวกันเพื่อศาสนาหรือกิจกรรมทางสังคมแบบผิดกฎหมายอีก เคสที่ได้รับการยืนยันใหม่ส่วนใหญ่นั้นมาจากการค้นพบว่ามีการติดต่อกับผู้ติดเชื้อมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ พม่ายังได้ออกเว็บไซต์เพื่อใช้รายงานข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนสามารถรายงานได้หากตนเองมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมาก่อนหรือเป็นสงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อแล้ว

รัฐบาลห้ามไม่ให้มีการจัดงานอีเว้นท์ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือนเมษายนเพื่อลดการแพร่กระจายของโควิด 19 รัฐบาลลองใช้หลากหลายกลยุทธ์เพื่อบรรเทาการแพร่กระจายของโควิด 19 พม่าได้ทำการยับยั้งทุกวิถีทางที่พวกเขาจะสามารถทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เคสผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศทำการแพร่กระจายภายในท้องถิ่น ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 21 รายและ 129 รายได้รับการแพร่เชื้อมาจากภายในประเทศ ตั้งแต่ที่พม่ามีการรายงานผู้ติดเชื้อสองรายแรก รัฐบาลก็ได้สั่งให้มีการล็อคดาวน์แบบขั้นต้นหรือบางส่วนโดยทันที

ณ เวลานั้น หลายๆ มหาวิทยาลัยในพม่าได้เลื่อนกำหนดการสอบเนื่องจากกลุ่มนักเรียนได้ขอให้มีการเลื่อนและรัฐบาลก็อนุมัติ ในขณะเดียวกันเมืองใหญ่ๆ บางเมืองในพม่าเช่นย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ไม่อนุญาตให้สามารถนั่งในร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบาร์ต่างๆ โดยอนุญาตให้สามารถซื้อกลับไปทานที่บ้านได้เท่านั้น มีการรณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้าน ล้างมือบ่อยๆ อยู่แบบมีระยะห่างในสังคม และสวมใส่หน้ากาก เพื่อเป็นการลดการตื่นตระหนกของประชาชนที่ออกมาซื้ออาหารตุน รัฐบาลได้ให้คำสัญญาว่าร้านขายอาหาร ร้านขายยา และตลาดสดจะยังเปิดให้บริการอยู่ ระบบของรถบัสจะลดจำนวนของผู้โดยสารลงครึ่งหนึ่ง โดยยังไม่ปิดให้บริการเสียทีเดียว

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2020 เป็นวันแรกที่เริ่มมีการล็อคดาวน์แบบจริงจังเกิดขึ้น โดยรถบัสถูกห้ามไม่ให้มีการบริการ โรงแรม เกสต์เฮาส์ต่างๆ บริษัทก่อสร้าง และร้านขายเสื้อผ้าถูกบังคับให้ปิด โดยร้านค้าที่มีความจำเป็นอย่างเช่นร้านขายยา คลินิก โรงพยาบาล โรงงานผลิตยา ปั๊มน้ำมัน และสถานที่ผลิตอาหาร ร้านอาหาร และกิจการด้านสาธารณูปโภค (ESE) ยังคงเปิดให้บริการ โดยถ้าสถานที่ดังกล่าวปิด จะมีบทลงโทษทางกฎหมาย ห้ามมีผู้โดยสารในรถยนต์เกิน 5 คน อย่างที่เห็นเหมือนกับอีกหลายๆ ที่ รัฐบาลไม่ได้ใช้คำว่าล็อคดาวน์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลติงจัน (เหมือนสงกรานต์ในไทย) ที่เป็นช่วงวันหยุดยาวในพม่า การที่ร้านค้าต่างๆ ถูกปิดตัวลง แม้ไม่ใช่เพราะการล็อคดาวน์ แต่อีเว้นท์ของเทศกาลและการเฉลิมฉลองต่างๆ นั้นถูกห้ามทั้งหมดเพื่อเป็นการควบคุมการระบาดของโรค

มัณฑะเลย์ล็อคดาวน์แล้ว! ไปอีกที่แล้วกับเมืองโบราณของพม่าอีกหนึ่งเมือง เครดิตรูปภาพ: Eleven Media pic.twitter.com/aGxRWG4XE8— Thaung Tun (@ThaungTun20)13 เมษายน 2020

หลังจากเทศกาลติงจันผ่านไป รัฐบาลก็ได้ขยายเวลาและเพิ่มมาตรการในการล็อคดาวน์ที่จริงจังมากขึ้น เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2020 คณะปกครองของเมืองมัณฑะเลย์ได้ออกคำสั่งให้ขยายเวลาการล็อคดาวน์ออกไปอีก โดยจำนวนผู้โดยสารในรถยนต์แต่ละคนต้องไม่เกิน 4 คน คำสั่งที่เข้มงวดมากขึ้นอื่นๆ ถูกประกาศเพิ่ม เช่นไม่ให้ออกจากบ้านในช่วงเวลา 3 ทุ่มจนถึงตี 4 ซึ่งนายกเทศมนตรีบอกว่าไม่ใช่เคอร์ฟิวแต่เป็นเพียงแค่คำสั่งหนึ่งเท่านั้น และอนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวเพียงหนึ่งคนเท่านั้นในการออกมาซื้ออาหาร ยา หรือของใช้จำเป็นต่างๆ เข้าบ้าน รัฐบาลยังมีคำสั่งให้ทุกคนสวมใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้านด้วย ในเขตย่างกุ้ง มีแผนการล็อคดาวน์แบบจริงจังเตรียมไว้สำหรับทั้ง 7 เขตชุมชนคือ South Okkalapa, Pa Bae Tan, Bahan, Ma Yan Gone, Shwe Pyi Tar และ Hlaing Tar Yar เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายของโรค ถ้าพวกเขาต้องการออกไปนอกบ้านมากกว่าหนึ่งคน จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลในพื้นที่ซะก่อน

ในปัจจุบันในหลายๆ เขตในพม่าได้ทำตามที่คณะปกครองในเมืองมัณฑะเลย์กำลังทำอยู่

อ่าน: ทางเลือกการล็อคดาวน์แบบจริงจัง

การกักตัว

การกักตัวเป็นหนึ่งในวิธีที่มีความสำคัญมากที่สุดที่สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของโควิด 19 ได้ ซึ่งพม่าเริ่มให้มีการกักตัวของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศในแปดประเทศก่อนช่วงแรก จากนั้นก็เป็นทุกคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องทำการกักตัว จนสุดท้ายก็ปิดสนามบินในที่สุด ในเดือนมีนาคมแรงงานได้อพยพกลับบ้านจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศไทย เป็นจำนวนมากซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ MoHS แนะนำว่าอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงมากต่อการระบาดของโรคครั้งใหญ่ เพราะฉะนั้นควรสั่งให้ศูนย์สาธารณสุขในแต่ละท้องถิ่นที่แรงงานเหล่านั้นจะเดินทางกลับทำการกักตัวพวกเขา และเตรียมความพร้อมในเรื่องของสถานที่ที่ใช้สำหรับการกักตัวด้วย โดยส่วนใหญ่นั้นถูกแนะนำให้ทำการกักตัวที่บ้าน เนื่องจากศูนย์สาธารณสุขในแต่ละท้องถิ่นนั้นไม่สามารถรองรับการกักตัวสำหรับผู้คนจำนวนมากได้

MoHS ได้ทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาสถานที่อำนวยความสะดวกสำหรับการกักตัวในทุกๆ เขตชุมนและเกือบจะทุกหมู่บ้าน แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้มีคำชี้แนะสำหรับการดูแลในระดับหมู่บ้านก็ตาม แต่ผู้นำของหมู่บ้านและคณะได้จัดตั้งศูนย์สำหรับการกักตัว เพื่อแยกผู้ที่เดินทางมายังหมู่บ้านของพวกเขาเป็นเวลา 14 วัน นอกจากนี้ MoHS ยังทำงานร่วมกับคณะปกครองในแต่ละภูมิภาค CSO องค์กรทางศาสนา และกลุ่มคนเพื่อเปิดศูนย์สำหรับใช้ในการกักตัวเพื่อรองรับคนได้มากขึ้น โดยผู้อำนวยการของเขตย่างกุ้งได้กล่าวว่ามีศูนย์ถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็นสถานที่สำหรับกักตัวทั้งหมด 3,000 แห่งที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับคนได้มากถึง 20,000 คน ในเมืองมัณฑะเลย์มีศูนย์สำหรับกักตัวแล้วอย่างน้อย 1,000 แห่ง

หลังจากที่มีบางเคสไม่ได้มีการแสดงอาการในช่วง 14 วัน MoHS จึงได้ขยายเวลาวันสำหรับกักตัวเป็น 21 วันแทนสำหรับศูนย์การกักตัวแต่ละแห่งและกักตัวเพิ่มอีก 7 ที่บ้านของตัวเอง เนื่องจากพม่ามีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยและการตรวจโรคน้อย การป้องกันเพื่อยับยั้งโดยเฉพาะการกักตัวจะสามารถช่วยได้มากในการลดการแพร่ระบาดของโรค และสามารถที่จะตรวจเจอเคสได้โดยทันทีขณะที่พวกเขากำลังทำการกักตัวอยู่ในศูนย์การกักตัวอยู่

ในปัจจุบัน พม่ามีผู้ต้องสงสัยถูกกักตัว 198 รายในโรงพยาบาลและอีก 43,538 ถูกกักตัวเพื่อรอดูอาการในสถานที่สำหรับกักตัวอื่นๆ

วิธีการยับยั้งอื่นๆ ของรัฐบาล

พม่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนและขึ้นอยู่กับการบริจาคจากประเทศอื่นๆ ในหลายภาคส่วน เมื่อโควิด 19 แพร่ระบาดในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับรัฐบาลในการจัดการและยับยั้ง อย่างไรก็ตาม พม่าได้ลองใช้หลายวิธีในการทำให้การแพร่กระจายของโรคนั้นช้าลง ช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อน ลดความตื่นตระหนกของประชากร และเพิ่มกำลังใจให้กับพนักงาน วิธีการยับยั้งของรัฐบาลที่มีการบังคับใช้ที่ยังคงใช้อยู่มาถึงปัจจุบันมและได้ผล มีดังต่อไปนี้:

  • ข้าว 8 Pyay (เทียบเท่ากับ 23 lb), น้ำมัน 50 Kyattar (เทียบเท่ากับ 0.815 กิโลกรัม), ถั่ว 1 Peittha (เทียบเท่ากับ 1.63 กิโลกรัม), หัวหอม 1 Peittha (เทียบเท่ากับ 1.63 กิโลกรัม) ถูกมอบให้กับคนจนที่ไม่มีรายได้ประจำในช่วงเทศกาลติงจันซึ่งเป็นช่วงที่มีการล็อคดาวน์
  • ค่าไฟฟรีเป็นจำนวน 150 หน่วยสำหรับครัวเรือน องค์กรทางศาสนา และองค์กรท้องถิ่นที่ไม่ใช่รัฐบาล (ยกเว้น UN, สถานทูต และ INGO)
  • ร่วมมือกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศ (UMFCCI) โดยให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปีสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19
  • เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ได้ออกคำสั่งให้ผู้ที่เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย เบลเยียม นอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์กย้อนไป 14 วันก่อนการเดินทางกลับประเทศทำการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน
  • มาตรการดังกล่าวถูกขยายไปยังคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศอื่นๆ ด้วย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม และผู้เดินทางต้องมีใบรับรองจากแพทย์ว่าไม่ได้มีเชื้อโควิด 19 ที่ได้รับการยืนยันภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางถึง
  • เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2020 วีซ่าทั้งหมดถูกระงับเพื่อหยุดการเดินทางต่างชาติเข้ามายังประเทศ
  • พม่ายังมีการห้ามไม่ให้มีการเดินทางเข้าออกประเทศจนถึงวันที่ 13 เมษายน โดยถูกขยายไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน การส่งกลับสายแพทย์ การขนส่งสินค้า เที่ยวบินพิเศษและให้การช่วยเหลือจะไม่ได้ผลกระทบแต่ต้องได้รับการอนุมัติจากกรมการบินพลเรือนก่อน
  • รัฐบาลได้ทำการลดแรงงาน 50% เป็นการชั่วคราวยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์
  • รัฐบาลไม่อนุญาตให้พนักงานเดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลติงจัน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของโรคจากที่อื่นๆ โดยบางคนได้เดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อทำงานที่บ้านเกิดแล้ว โดยพวกเขาต้องทำการกักตัวในสถานที่กักตัวเป็นเวลา 21 วันก่อนโดยกักตัวที่บ้านเป็นเวลา 1 อาทิตย์
  • รัฐบาลได้ขอให้บริษัทเครือข่ายมือถือลดราคาเพื่อทำให้การทำงานที่บ้านและกิจกรรมนันทนาการที่บ้านต่างๆ นั้นง่ายและถูกมากขึ้น
  • ที่ปรึกษาของรัฐได้วิดีโอคอลกับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับรู้ถึงปัญหาในการทำงานของพวกเขา ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ให้กำลังใจพวกเขา และรับรู้ถึงเงื่อนไขต่างๆ จากหลากหลายมุมมอง

นี่คือกลยุทธ์ต่างๆ ที่รัฐบาลของพม่ากำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน ร่วมกับความร่วมมือของประชาชน ปัญหาของสถานที่ที่ใช้ในการกักตัวถูกแก้ไขแล้วเรียบร้อย แม้ว่ารัฐบาลของพม่าจะออกกฎที่เข้มงวด พวกเขาสามารถเอาชนะใจประชาชนได้ด้วยการใช้คำว่า “ขอความร่วมมือ” พวกเขายังหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ล็อคดาวน์” เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและแห่กันไปซื้อของมากักตุน แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากำลังมี “การล็อคดาวน์อย่างจริงจัง” ประชาคมในพม่าได้ทำการคิดค้นแคมเปญปรบมือเพื่อให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ และชื่นชมการทำงานของพวกเขาที่สามารถเห็นได้บนทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2020

ข่าวล่าสุด: ชาว #Yangon ปรบมือเพื่อเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับ #COVIDー19. #Myanmar pic.twitter.com/scj5oY25mn— Cape Diamond (@cape_diamond) 16 เมษายน 2020

อย่างที่เห็นกันในเวียดนาม ประชาชนช่วยกันบริจาคเงินให้กับรัฐบาลเพื่อต่อสู้กับโควิด 19 รัฐบาลโดยเฉพาะที่ปรึกษาของรัฐอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการทำตามคำชี้แนะต่างๆ คือ การอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างทางสังคม ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากและอยู่บ้าน ซึ่งวิธีการเหล่านี้สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของโควิด 19 ได้เป็นอย่างมาก

เศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านอาหาร

โควิด 19 ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างเศรษฐกิจระดับชาติและการลดการแพร่กระจายของโรค ถ้ารัฐบาลมองที่เศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่และพยายามที่จะรักษาระดับเอาไว้ การแพร่ระบาดของโรคจะไวขึ้น ถ้าพวกเขาพยายามที่จะยับยั้งโควิด 19 ด้วยการล็อคดาวน์แบบธรรมดาหรือแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน โรงเรียน โรงงาน และสถานที่ทำงาน เศรษฐกิจจะถดถอย ในประเทศพม่าเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซาและเติบโตช้าก่อนที่จะมีวิกฤตโควิด 19 เกิดขึ้นซะอีก ในปัจจุบันพม่ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมายจากการระบาดของโควิด 19 โดยปัญหาใหญ่ที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือแรงงานในโรงงานถูกไล่ออกและการส่งออกแตงโมที่ได้รับผลกระทบ โรงงานส่วนใหญ่ขาดวัตถุดิบและไม่มีการสั่งซื้อจากลูกค้าเนื่องจากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น ส่งผลให้หลายๆ โรงงานต้องปิดตัวลงทำให้เป็นปัญหา แรงงานหลายคนที่ปกติมีรายได้ต่อวันกำลังเผชิญกับปัญหาด้านการเงินโดยที่หลายคนก็ไม่ถูกจ้างงานแล้ว

ในรัฐคาชินที่อยู่เหนือที่สุดของพม่า รายได้ของผู้คนส่วนใหญ่มาจากการค้าขายกับประเทศจีน โดยส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบต่างๆ จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีน โควิด 19 แพร่ระบาดในพม่าในช่วงที่เป็นหน้าแตงโมพอดี แตงโมจำนวนมากที่ปลูกไว้บริเวณชายแดนจีน-พม่าต้องถูกปล่อยให้เน่าเสียไป เพราะชายแดนประเทศจีนปิดและขาดความต้องการนำเข้าของ สิ่งนี้ส่งผลเป็นอย่างมากต่อเศรษฐกิจของผู้คนในภูมิภาคนี้

ในปัจจุบัน ยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของอาหารเกิดขึ้นและรัฐบาลก็ค่อนข้างที่จะสามารถจัดการกับปัญหาได้ แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่คนยากคนจนทั้งหลาย แรงงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันและเหล่าคนไร้บ้าน รัฐบาลก็ได้ทำการจัดสรรของจำเป็นในการดำรงชีพให้แล้วแต่การล็อคดาวน์นั้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 อาทิตย์ในขณะนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาของการขนส่งอาหารได้เร็วๆ นี้ นอกจากนี้ หากวิกฤตของโควิด 19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะสามารถวางแผนได้ยากในการเตรียมเพราะปลูกข้าว ผลไม้ และพืชผักต่างๆ ในช่วงหน้าฝน ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนในพม่าอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาในเรื่องความมั่นคงทางอาหารในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ว่าสำหรับตอนนี้ ตลาดสด ร้านขายของชำ ร้านอาหารแบบบริการให้ซื้อกลับบ้านจะยังคงเปิดอยู่ก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์ยังอยู่ระดับที่ควบคุมได้ ปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านอาหารก็ไม่น่าเป็นที่น่ากังวลในพม่า

อุปสรรคที่พม่าจะต้องเผชิญ

มีอุปสรรคมากมายที่จ่อรอคิวให้รัฐบาลพม่าทำการแก้ไขอยู่

หนึ่งในนั้นก็คือการที่แรงงานพากันอพยพ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกประเทศ ปัญหาคาราคาซังการไม่ลงรอยกันของผู้อพยพในรัฐ Rakhine และปัญหาที่บุคลากรทางแพทย์จะต้องเผชิญ ในปัจจุบันมีแรงงานอพยพมากกว่า 15,000 รายจากประเทศจีนที่รออยู่ที่ฝั่งชายแดนของจีนเพื่อเดินทางกลับบ้าน คณะปกครองของรัฐ Kachin เผชิญกับปัญหานี้และกำลังยุ่งกับการวางแผนให้แรงงานเหล่านี้ทำการกักตัวเป็นเวลา 21 วัน นี่เป็นเรื่องที่เกินคาดและรัฐบาลไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ให้ดี ยังมีความหวั่นกลัวด้วยว่าความใกล้ชิดของ Kachin ที่มีต่อจีนนั้นจะทำให้ยกเลิกการปิดชายแดน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในระดับที่ไม่สามารถยับยั้งได้จากคลื่นของการระบาดระลอกแรก ที่อาจจะแพร่กระจายไปยังผู้คนทั่วประเทศ

มีแรงงานที่อพยพเข้ามาจากประเทศไทยมากกว่า 23,000 คนที่เดินทางเข้าพม่าผ่านทางชายแดน โดยประเทศพม่าเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอในการให้ความช่วยเหลือพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีรายงานของผู้ติดเชื้อในประเทศอื่นที่มาจากพม่าและพวกเขาส่วนใหญ่ต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วันในพม่า แรงงานหลายคนจะพยายามที่จะกลับเข้ามาอีก แต่หลังจากเทศกาลติงจัน การอยู่บ้าน และการกักตัวเป็นเวลานาน หลายคนจะพยายามที่จะเดินทางออกจากประเทศอีกครั้งเพื่อไปทำงาน ประเทศไทยได้มีการแถลงว่าจะทำการกักตัวแรงงานอพยพที่เดินทางมาจากพม่าเป็นเวลา 14 วัน ประเทศไทยและประเทศพม่าควรร่วมมือกันในการออกใบรับรองให้กับแรงงานชาวพม่าฟรี สำหรับคนที่ผ่านการกักตัวเรียบร้อยแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้รถขององค์การอนามัยโลกที่กำลังขนส่งอุปกรณ์สำหรับโควิด 19 ได้ถูกยิงและถูกคุกคามใน Minbya Tsp รัฐ Rakhine เหตุการณ์นี้ทำให้สาธารณชนเป็นกังวลเกี่ยวกับทั้งปัญหาความขัดแย้งใน Rakhine และโควิด 19 Rakhine เป็นที่ๆ มีกองทัพ Arakan และกองทัพของพม่านั้นต่อสู้กัน สัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดในหลายที่ เช่น Ponnagyun, Mrauk-U, Kyauktaw และ Minbya ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นไม่สามารถอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับโควิด 19 และไม่มีใครนอกเขต Rakhine ล่วงรู้ถึงสถานการณ์โควิด 19 ที่นั่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีประชาชนมากกว่า 130,000 รายที่อาศัยอยู่ในค่าย Internally Displaced Persons (IDP) และยังมีความหวั่นกลัวอีกว่าจะทำอย่างไรถ้าโรคระบาดไปถึงค่ายผู้ลี้ภัยที่นั่น หลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งอยู่แล้ว แต่ผู้คนก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 เพิ่มขึ้นไปอีกทำให้ผู้คนในท้องถิ่นต้องทนทุกข์กับปัญหาที่รุมเร้าอย่างที่เราคงไม่สามารถจินตนาการได้ โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการที่รถขนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตรวจสอบของ WHO ถูกโจมตี

ในพม่า ปกติแล้วขาดแคลนแพทย์เป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นปัญหาตั้งแต่ก่อนที่มีการระบาดของโควิด 19 แล้ว ในปัจจุบัน มีแพทย์บางรายที่ได้รับการแพร่เชื้อ และบางรายถูกส่งตัวไปยังศูนย์สำหรับกักตัว รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ท่านอื่นๆ ด้วยเช่น พยาบาล เป็นต้น เป็นเหตุให้มีบุคลากรทางการแพทย์น้อยกว่าเดิมไปอีก ระบบสาธารณสุขของพม่ามีภาระมากมายอยู่แล้วก่อนหน้านี้ แต่โควิด 19 ก็เป็นภาระใหม่เพิ่มเข้าไปอีก มีแพทย์หลายรายที่ต้องทำงานหนักหลายชั่วโมงติดต่อกัน (36-48 ชั่วโมง) จนร่างกายไม่ไหว เกิดเป็นความกดดันในการทำงาน และมีคนไข้มากเกินไปสำหรับแพทย์หนึ่งคน ในบางพื้นที่มีหมอเพียงคนเดียวต่อประชากร 100,000 คน

นโยบายแนะนำ

ประเทศพม่าค่อนข้างรับมือกับสถานการณ์ได้ดีอยู่แล้ว แต่พวกเราคิดว่าคำแนะนำนโยบายเหล่านี้ จะสามารถช่วยให้ประเทศสามารถรักษาระดับของผู้ติดเชื้อที่มีอยู่น้อยนี้ไว้ได้ต่อไป

  • โรงพยาบาลควรถูกแบ่งออกตามระดับที่แตกต่างกันคือ ระดับที่หนึ่ง ระดับที่สอง และโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโควิด 19 จากนั้นควรมีระบบการดูแลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้และควรมีการจัดทำคู่มือคำแนะนำด้วย
  • เนื่องจากพม่ามีความสามารถด้านสาธารณสุขในการจัดการและรักษาผู้ป่วยโควิด 19 น้อย พวกเขาควรทำการขยายศูนย์การกักตัวเพิ่มอีกเนื่องจากเป็นวิธีแรกที่จะสามารถป้องกันโควิด 19 ได้ ควรมีการกำหนดกฎเกณฑ์และคำแนะนำออกมาอย่างชัดเจน รวมทั้งมีระบบการสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต้องอาศัยความร่วมมือในการจัดตั้งจากหน่วยงานของแต่ละท้องถิ่น
  • รัฐบาลพม่าต้องวางแผนด้านการเงินในระยะยาวอย่างยั่งยืนในการต่อสู้กับโควิด 19 โดยไม่รอความช่วยเหลือจากการบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว
  • MoHS ควรที่จะร่วมมือกับ GP เพื่อขอให้พวกเขาร่วมเป็นอาสาสมัครในการรับมือกับโควิด 19 ในขณะที่ต้องทำการเทรนให้พวกเขามีความพร้อมในการทำงานด้วย
  • รัฐบาลควรที่จะเตรียมรับมือกับปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำต่อชาวไร่ชาวนา และจัดเตรียมคู่มือคำแนะนำสำหรับการเพาะปลูกในช่วงการแพร่ระบาดของโรค เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศมีความมั่นคงทางด้านอาหาร
  • ทำการจัดสรรงบประมาณให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบของเงินสด มากกว่าการซื้ออาหารแจกแต่เพียงอย่างเดียว
  • ขยายให้มีศูนย์สำหรับตรวจโควิด 19 เพิ่มในรัฐและภูมิภาคต่างๆ พร้อมทั้งจัดสรรให้มีบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ต้องใช้ในการตรวจโรคเพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจโรคให้มากขึ้น ส่งผลให้รัฐและภูมิภาคสามารถรับมือได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • ให้ความดูแลเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และทำการตกลงกับอีกกลุ่มที่มีความขัดแย้งเนื่องจากการระบาดของโควิด 19
  • ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลรักษาและการตรวจโควิด 19 หากจำเป็น
  • เพิ่มจำนวนการตรวจโรคเพื่อทำการตรวจหาเชื้อจากผู้ต้องสงสัยได้เร็วขึ้น จากนั้นก็ทำการค้นหาเคสที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเพื่อทำการตรวจหาโรคเพิ่มด้วย
  • เตรียมเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโควิด 19 ให้กับแต่ละโรงพยาบาลอย่างเพียงพอ
  • รับมือกับวิกฤตแรงงานอย่างเหมาะสม และทำให้แรงงานทั้งหมดมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะมีอาหารไว้ทานอย่างเพียงพอและได้รับเสบียงอาหารในช่วงที่มีการล็อคดาวน์ด้วย
  • ในรัฐและภาคต่างๆ ควรมีศูนย์ในการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 เป็นของตัวเองเพื่อลดการติดต่อกับคนไข้คนอื่นที่มีอาการของโรคอย่างหนัก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.