5 ขั้นตอนในการกำจัดโควิด 19 ให้หมดไป

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นเพียงครั้งเดียวที่เรากำลังเขียนสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “เสียงของ OSINT HK” และเป็นการออกมาพูดเป็นคนแรก สิ่งแรกที่ผมเขียนสำหรับแพลตฟอร์มนี้ก็คือ คำอธิบายเกี่ยวกับรายงานอิมพิเรียลมีความหมายอย่างไรสำหรับเอเชีย ตอนนี้ก็เป็นที่พิสูจน์กันแล้วว่า รายงานอิมพิเรียลของเฟอร์กูสันนั้นผิดอย่างน้อยแล้วสองสมมุติฐานด้วยกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอนสำหรับทั่วโลก ก็คือการไม่เตรียมกลยุทธ์ในการกำจัดโควิด 19 ให้หมดสิ้นไป

สมมุติฐานแรกที่ผิดไปก็คือการที่บอกว่าเราไม่สามารถควบคุมไวรัสได้ เพราะฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม เกาหลีใต้ จีน มาเก๊า ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง (และสิงคโปร์ก็ดูท่าจะกลับมาร่วมกลุ่มเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน) สมมุติฐานที่สองคือคำอธิบายเกี่ยวกับ #BendTheCurve – เนื่องจากสาเหตุที่ค่อนข้างซับซ้อนทำให้เรายังไม่เข้าใจได้ทั้งหมด และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอีกว่าโรงพยาบาลต่างๆ ยังขาดความสามารถในการรองรับคนไข้แม้แต่ในที่ที่มีอัตราของผู้ติดเชื้อที่สูง

แม้โมเดลจะถูกต้องแต่ก็ไม่ได้มีการแนะนำถึงกลยุทธ์ในการกำจัดไวรัส นั่นก็หมายความว่าหลายๆ ประเทศจะต้องต่อสู้กับสงครามนี้และพ่ายแพ้ไปอีกเป็นเวลาหลายปี ตัวเลือกที่มีก็คือ ‘ไม่ทำอะไรเลย’ หรือ ‘กลยุทธ์ในการปราบปรามมากมาย’ ที่ถูกนำไปใช้บ้างหรือไม่ได้นำไปใช้บ้างจนกระทั่งภูมิคุ้มกันหมู่อยู่ที่ประมาณ 70% เว้นแต่ว่าจะเกิดความกังวลที่ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อเองหรือจากวัคซีนนั้นไม่พอ สถานการณ์ที่เป็นเหมือนดั่งฝันร้ายคือการติดเชื้อซ้ำ กลยุทธ์เดียวที่ทุกๆ ที่ควรจะนำไปใช้ในช่วงที่ยังถือได้ว่าอยู่ในขั้นต้นก็คือการกำจัดให้หมดไป: ทำให้โควิด 19 สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้เหมือนที่เราเคยทำโรคซาร์สหายไป

ประเทศไหนที่ไม่พยายามจะกำจัดโควิด 19 ให้หมดไปอย่างจริงจังภายในสองถึงสามเดือนข้างหน้านี้ จะเป็นการทำให้ประเทศของตนเองต้องตกอยู่ในการต่อสู้อย่างพ่ายแพ้กับโควิด 19 ไปอีกเป็นปีๆ การจำกัดให้หมดสิ้นไปอาจไม่สามารถทำได้ทุกที่แต่เวลาที่เราจะลองลงมือทำใกล้หมดเข้าไปทุกที มีการบังคับใช้การกักตัวแบบศูนย์กลาง (Centralized Quarantine) ในประเทศจีน เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่ทำให้ค่า R0 ลดลงเหลือแค่ 0.38 ในเมืองอู่ฮั่น ทุกที่อย่างน้อยก็ควรลองนำไปปรับใช้ดูบ้าง ในขณะนี้ หลายๆ ประเทศกำลังทำผิดพลาดเหมือนกับเมืองอู่ฮั่นในช่วงแรกๆ ที่สมาชิกในครอบครัวถูกส่งให้กลับบ้านระหว่างรอผลการตรวจ เป็นผลให้ให้คนในบ้านติดเชื้อและอาจเสียชีวิตต่อมา

กราฟแสดงการระบาดของโรคในเมืองอู่ฮั่น
การเปลี่ยนแปลงของค่า R0 ในเมืองอู่ฮั่น
แผนการที่ดีที่สุดในรายงานของอิมพิเรียล

ผมจะพาย้อนกลับไปแล้วอธิบายสั้นๆ ให้ฟังว่าเราจะต่อสู้กับโรคระบาดนี้ได้อย่างไรในปี 1990 – ในช่วงเวลาที่เพิ่งมีการค้นพบการทดสอบแบบ PCR ได้ไม่นาน? ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้คือเรามีการทดสอบ COVID-19 แล้วแต่ยังจำกัด เราจะสามารถมีข้อมูลรายงานแบบเรียลไทม์ได้โดยอาจช้าไปกว่าวันนี้เพียงนิดเดียว การเดินทางข้ามประเทศไปมาเป็นจำนวนมาก [ทำให้มีการแพร่ระบาดของโรคจนเป็นปัญหาระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว] การคำนวณทางระบาดวิทยาเพื่อเป็นพื้นฐานของโมเดล SIER ในการจัดหานโยบายออกมาเป็นทางเลือก พร้อมทั้งการวินิจฉัยทางคลินิกจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีการทดสอบหาโรคในจำนวนที่มากพอ? จะออกมาตรการเพื่อช่วยให้เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรถ้ายังไม่สามารถเห็นภาพรวมได้ว่ามีใครที่ติดเชื้อแล้วบ้าง?

ประเด็นหลักของความคิดเหล่านี้ก็คือ ผมเห็นว่า “ทั่วโลก” ใช้เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นในการวางแผนและดำเนินการด้านสาธารณสุขเพื่อกำจัดไวรัส มีคนเก่งมากๆ หลายคนกำลังพยายามหาทางออกในประเทศฟิลิปปินส์ อินเดีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และที่อื่นๆ แต่ก็ยังไม่ได้วางแผนเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป จนกว่าความสามารถในการทดสอบหาโรคจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ X พวกเขาเอาแต่นั่งรอในช่วงล็อคดาวน์แล้วให้เทคโนโลยีแก้ไขปัญหาแทน จากที่ๆ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับการทดสอบหาโรคสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พวกเขาใช้ Google Map จนชิน จนในวันที่ไม่มี Google Map ใช้นำทางก็กลับหลงทางและลืมไปว่ายังมีแผนที่กระดาษเป็นอีกทางเลือกอยู่

การระบาดของโรคในประเทศจีนค่อยๆ เกิดขึ้นประมาณสองเดือนก่อนที่จะมีการทดสอบ PCR เกิดขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา กลับมีการทดสอบที่ได้ผลผิดออกมาเป็นลบ ทำให้จีนต้องประสบกับปัญหาด้านการขนส่งและการจัดหาทรัพยากรเหมือนกับที่อื่นๆ เทคโนโลยีที่พัฒนา (อาจจะพัฒนามากเกินไปด้วยซ้ำ) ถูกจัดเตรียมเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม แพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุขก็ยังไม่พบกับทางออกจนกระทั่งถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เมื่อมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเลยตั้งแต่ที่เริ่มมีการระบาดของโรคมา

การกักตัวแบบศูนย์กลางของเมืองอู่ฮั่น

สิ่งที่พวกเขาทำนั้นควรจะเป็นต้นแบบพื้นฐานในการกำจัดโรคให้หมดไปสำหรับทุกที่ นักระบาดวิทยาชาวยุโรปควรจะเริ่มคำนวณว่าวิธีเพื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เมื่อนำไปปรับในสถานที่ๆ แตกต่างกันแล้วจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้ตัวเลขของผู้ป่วยที่ถูกต้องออกมาและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยต้นแบบในการกำจัดโรคให้หมดไปดังกล่าวมีทั้งหมดห้าขั้นตอน ดังต่อไปนี้:

  1. อย่ามัวแต่รอ จัดให้มีการทดสอบเพื่อหาโรคให้ได้มากที่สุด หากเป็นไปได้ ทุกประเทศในโลกควรจะทำการทดสอบเพื่อหาโรคเป็นจำนวน 20,000 ครั้งต่อวัน ก่อนที่ไวรัสจะแพร่กระจายไปไกลเหมือนในประเทศเกาหลี แต่มันคงเป็นไปได้ยาก ถ้าพูดถึงเป้าหมายของการตรวจหาโรคให้ได้มากที่สุดที่เป็นไปได้นั้น บางที่พูดว่า “พวกเราไม่สามารถเปิดประเทศได้อีกครั้งถ้าไม่มีการตรวจสอบหาโรคอย่างจริงจัง” ในขณะเดียวกันก็หวังเพียงว่าการโทรเพื่อสอบถามข้อมูลจะเป็นวิธีที่ช่วยพวกเขาได้ และยังไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับเคสผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแต่ไม่ได้ปมีอาการป่วยหรือมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรายงานแล้วมาก่อน ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาจำเป็นต้องตั้งคำถามว่าหากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นในปี 1990 จะเป็นอย่างไร (เช่น การทดสอบเพื่อหาโรคยังคงมีราคาที่สูงลิ่วอยู่ในหลายๆ ประเทศ)
  2. อย่าพึ่งแต่การล็อคดาวน์เพียงอย่างเดียว มีการออกมาโต้เถียงด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่ในที่นี้นั้นหมายความว่ามีพนักงานมากกว่า 90% ที่ทำงานอยู่บ้าน แล้วปล่อยให้คนขับรถต้องระวังตัวเองและคอยทำหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับของใช้จำเป็นและยา ในโซนอันตรายที่มีคนติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ไม่ควรมีใครอยู่ข้างนอกบ่อยๆ เป็นเวลาประมาณสามเดือน หรือเวลาที่พวกเขาต้องออกจากบ้านก็จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมากและการใส่มาร์กตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ต้องทำ ในขณะเดียวกัน การล็อคดาวน์เป็นสิ่งที่ช่วยซื้อเวลาให้ในท้องถิ่นสามารถพัฒนานโยบายในการกำจัดโรคให้หมดไปได้ดีขึ้น การล็อคดาวน์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่วิธีนี้จะช่วยให้ค่า R0 ต่ำกว่าหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
  3. ใช้วิธีการกักตัวแบบศูนย์กลางสำหรับคนสี่กลุ่มคือ คนที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ คนที่ยังไม่มีผลตรวจแต่แสดงอาการ คนที่เคยมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมาก่อน และคนที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโควิดแต่ยังไม่มีการแสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป้าหมายไม่เพียงเพื่อทำให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากกลุ่มประชากรเท่านั้น แต่ห่างไกลจากสมาชิกครอบครัวของพวกเขาเองด้วย เพื่อตัดทุกความเป็นไปได้ของห่วงโซ่การแพร่กระจายของโรค โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งความเสี่ยงน้อยก็ยิ่งเลือกตัวเลือกเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น (เช่น ใช้ห้องในโรงแรมสำหรับคนที่เคยมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน) เราไม่สามารถที่จะต่อสู้กับไวรัสได้ ถ้าไม่มีการแยกทุกคนที่มีโอกาสติดเชื้อออกจากกลุ่มประชากรเพื่อตัดห่วงโซ่ของการแพร่ระบาดของโรค หน้าที่ในการทดสอบโรคคือการที่พาคนที่ควรได้รับการทดสอบเพื่อหาโรคแยกตัวออกมาและปล่อยคนที่มีผลตรวจเป็นลบกลับไป พร้อมทั้งย้ายเคสของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันไปรักษาตัวในที่ๆ พวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
  4. ตั้งข้อจำกัดในการเดินทาง หากดูแผนที่การแพร่ระบาดของโควิด คุณจะเห็นได้ว่าคลื่นของการแพร่ระบาดของโรคได้เคลื่อนย้ายจากตัวเมืองไปยังที่ต่างๆ ที่มีโรงพยาบาลรองรับเพียงไม่กี่แห่ง มีเคสเกินกว่าที่จะรับไหวและสามารถจัดการได้ กล่าวโดยทั่วไป ควรมีการการป้องกันไม่ให้คลื่นการแพร่ระบาดของโรคกระจายออกนอกพื้นที่ และสถานที่ๆ มีการรายงานเคสน้อยหรือไม่มีเลยควรจะได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี ไต้หวันและเวียดนามได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการยับยั้งการระบาดของโรคก็คือ ที่ไหนมีผู้ติดเชื้อน้อยก็ควรรักษาไว้ให้เป็นเช่นนั้น เหมือนกับการให้นักล่องเรือแบบผาดโผนไปนั่งอยู่ในเรือที่ต้องใช้ไม้พายที่ช้าที่สุด การเมืองอยู่ในความเสี่ยง สำหรับรัฐบาลที่ไม่มีความสามารถ ไม่ลงมือทำในสิ่งที่ควร หรือยับยั้งการระบาดของโรคในประเทศตัวเอง ความพยายามต่างๆ เพื่อปราบปรามไวรัสให้สำเร็จจะต้องได้รับการปกป้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การตั้งข้อจำกัดในการเดินทางจะได้ผลที่สุด (หรือได้ผลจริงๆ) เมื่อมีผู้ติดเชื้อในพื้นที่เป็นจำนวนน้อย
  5. คิดถึงประเทศ ด้วยการทำให้ดีที่สุดในจุดที่ตัวเองอยู่ เป็นสิ่งที่คนกำลังพูดถึงเป็นอย่างมากแล้วก็ดูเหมือนจะจริงซะด้วย สถานการณ์ในหลายๆ ประเทศค อนข้างน่าเป็นห่วงในการทำให้พื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ภายใต้การควบคุมและปกป้อง จากคลื่นการระบาดจากพื้นที่ที่อยู่ในเขตสีแดงที่มีอัตราการติดเชื้อสูง การกักตัวแบบศูนย์กลางฟังดูเป็นไปไม่ได้สำหรับตัวเลขของประชากรในระดับประเทศ แต่สามารถนำมาใช้จัดการได้ในระดับท้องถิ่น (มีหอพักและสนามกีฬารองรับทั้งหมดกี่แห่ง สามารถใช้้พื้นที่ว่างในโรงยิมสำหรับวางเตียงแบบพับได้ และมีห้องว่างในโรงแรมในท้องถิ่นที่สามารถรองรับได้เท่าไหร่?) การห้ามไม่ให้มีการเดินทางภายในประเทศจะเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันเขตพื้นที่สีแดงไม่ให้ปล่อยผู้ติดเชื้อในพื้นที่ของตนออกมาแพร่เชื้อต่อสถานที่อื่นๆ ได้ รวมทั้งการกักตัวของคนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ คนที่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เคสที่น่าสงสัย และเคสที่ได้รับการยืนยันแต่ยังไม่แสดงอาการ ในระดับเมืองและภูมิภาคนั้นๆ ก็จะช่วยได้อีกแรงหนึ่ง

ผมไม่สามารถให้คำสัญญาได้ว่าวิธีการเหล่านี้จะได้ผล แต่การปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลยอาจสายเกินแก้ สิ่งที่ผลกำลังขอ ก็คืออยากร้องขอให้ผู้ที่กำลังทำการศึกษาวิจัยโมเดลต่างๆ รวมวิธีการเหล่านี้เข้าไปด้วยในรายงานของพวกเขา ทุกเมือง ทุกจังหวัด และทุกประเทศจำเป็นต้องรับรู้ถึงทางเลือกเหล่านี้ เพื่อให้วิธีการเหล่านี้เป็นที่รับรู้ ภายในสองถึงสามเดือน การดำเนินการอาจอยู่ในระดับประเทศแทน ทำให้การจำกัดการเดินทางภายในประเทศและการกักตัวถูกรวมอยู่ในห้าขั้นตอนของการต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อเอาชนะมันให้ได้

ความกลัวที่ผมมีก็คือ ความพยายามในการกำจัดไวรัสให้หมดไปในฮ่องกง ไต้หวัน ออสเตรเลีย เวียดนาม และที่อื่นๆ จะไม่เป็นผล ถ้าประเทศอื่นๆ ไม่พยายามกำจัดไวรัสให้หมดไปเช่นกัน พวกเรากำลังถูกปกป้องด้วยการล็อคดาวน์และการห้ามไม้ให้เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น แต่วิธีเหล่านี้จะถูกนำมาใช้นานเกินปีได้หรือ? แล้วจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างไรถ ้ายุโรป อังกฤษ และอเมริกาต้องติดอยู่ในวังวนของการล็อคดาวน์ในทุกๆ 90 วันไปอีกปีครึ่งหรือสองปี? พวกเราอาจจะต้องเผชิญกับเศรษฐกิจโลกขั้นวิกฤติ พวกเราจะแพ้ถ้าโควิด 19 ยังเป็นเพียงแค่บางสิ่งบางอย่างที่เราต้องเรียนรู้ที่จะ “ใช้ชีวิต” อยู่กับมันได้เท่านั้น

3 ความเห็นบน “5 ขั้นตอนในการกำจัดโควิด 19 ให้หมดไป”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.