รายงานสถานการณ์: เวียดนาม

บันทึกของผู้เขียน: การรายงานสถานการณ์ของเวียดนามเกิดความล่าช้าไปหลายวัน เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศเวียดนาม ทำให้พวกเราต้องกลับมาคิดทบทวนเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราตั้งข้อสงสัยว่าเวียดนามและประเทศอื่นๆ กำลังรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในจำนวนที่ต่ำเท่าที่พวกเขาจะได้รับการรายงานมา แต่ตอนนี้พวกเราได้มองในด้านที่ดีขึ้น ซึ่งจะมีการอธิบายเหตุผลอย่างละเอียดไว้ในบทความด้านล่างนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ นอกจากจีนที่ประกาศภาวะฉุกเฉินให้ปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นและโรงเรียน แถมยังประกาศชัดถึงความกังวลต่อเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งกลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลกับผู้ป่วยอย่างเป็นทางการทั้ง 268 คน ณ เวลาปัจจุบัน (16 เมษายน) ผู้ป่วยทั้ง 169 รายได้รับการถูกปล่อยตัว และอีก 99 รายที่ยังได้รับการรักษาอยู่ จากข้อมูลที่มี เวียดนามมีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เข้มงวดเช่นเดียวกับประเทศลาวและกัมพูชา และจากหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การระบาดรอบแรกที่ได้นำเข้ามาจากจีนถูกเวียดนามค้นพบและถูกยับยั้งการระบาดแทบจะในทันที

จากเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมีนาคม ผู้ติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นจาก 10 ถึง 16 ราย ในขณะที่ไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิต ที่ฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตได้เป็นไปตามที่คาดไว้ หลังจากนั้นจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกือบจะเป็นสองเท่าของจำนวนผู้ป่วยในระหว่างวันที่ 6 มีนาคมถึง 10 มีนาคม สาเหตุมาจากการระบาดรอบที่สองโดยผู้ที่เดินทางมาจากอเมริกา ยุโรป และอังกฤษ สถานการณ์ได้เริ่มคงที่ในวันที่ 5 เมษายน โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 240 ราย และมีจำนวนผู้ติดเชื้อคงที่ไม่เกิน 269 ราย และในขณะนี้เวียดนามมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นไม่กี่รายในไม่กี่สิบวันที่ผ่านมา

ในขณะที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้ป่วยมากกว่า 266 รายถูกรายงาน โดยจากหลายๆ ปัจจัย เช่น กิจกรรมของนักท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เวียดนามปิดชายแดน และการระบาดในที่อื่นๆ รวมถึงต้นแบบของการล็อคดาวน์ และพฤติกรรมของกลุ่มผู้คน จากตัวเลขดังกล่าวช่วยสะท้อนถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ในพื้นที่ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็แสดงถึงสาเหตุที่ทำไมไม่มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีการตั้งคำถามอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการบันทึกตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่เวียดนาม และการที่ไม่ได้ปกปิดตัวเลขด้วยความตั้งใจก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการปกปิดตัวเลขอย่างไม่ตั้งใจ

การระบาดรอบที่ 1

การระบาดรอบที่ 1 ที่เวียดนามเริ่มต้นจากผู้ป่วยสองราย รายแรกคือผู้ชายที่กลับมาจากอู่ฮั่นเพื่อที่จะมาเยี่ยมลูกชายของตน ซึ่งต่อมาลูกชายของเขาก็ได้รับเชื้อด้วยเช่นกัน ทั้งสองรายได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อในวันที่ 23 มกราคม วันต่อมาหน่วยงานต่อต้านการระบาดได้เริ่มเคลื่อนไหวทันที เมื่อพบผู้ติดเชื้ออีก 4 รายจากนักท่องเที่ยวและผู้ที่กลับมาจากเมืองอู่ฮั่น และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พนักงานต้อนรับที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยรายแรกและรายที่สองถือเป็นผู้ป่วยภายในประเทศรายแรกที่แสดงอาการและได้รับผลตรวจเป็นบวก ในวันเดียวกันรัฐบาลได้ประกาศแถลงการณ์การระบาดของโรค และสั่งปิดชายแดนที่ติดกับจีน เพิ่มความเข้มงวดของวีซ่า และปิดสายการบินเวียดนามที่ประเทศจีน หลังจากที่ผู้ป่วยอีก 7 รายได้ถูกพบที่ชุมชน Son Loi (เขต Binh Xuyen) รัฐบาลได้สั่งปิดเมืองโดยที่มีผู้อาศัยทั้งหมด 10,600 คน สองวันถัดมาโรงเรียนและการสอบทั่วประเทศได้ถูกเลื่อนไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม (ซึ่งตอนนี้ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด) และจนกระทั่งถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อทั้งหมด 16 รายได้ถูกตรวจพบ และทั้งหมดได้รับการรักษาจนหายดีแล้วเมื่อวันที่  25 กุมภาพันธ์

เนื่องด้วยผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นส่วนมากจะเดินทางไปที่ภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้ถูกจำกัดอยู่ในเขต Binh Xuyen ที่มีการล็อคดาวน์ รัฐบาลได้ค้นหา ผู้ที่มีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อทั้ง 373 คนในชุมชน Son Loi เพื่อทำตามมาตรการล็อคดาวน์ ส่งผลให้ช่วยหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ในการระบาดรอบที่ 1 ในท้ายที่สุด และอย่างที่เห็นได้ชัดจากรายงานของประเทศอื่นๆ ที่มีการแพร่ระบาดของโรคซาร์สในปี 2003 พบว่ามีมาตรการการล็อคดาวน์อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสามารถหยุดการแพร่ระบาดของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ นอกจากนั้นภูมิประเทศของชุมชน Son Loi ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการแพร่ระบาดต่ำ เนื่องมาจากที่แห่งนี้เป็นชุมชนห่างไกลและอยู่ในเขตชนบทเช่นเดียวกัน

การล็อคดาวน์ได้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม เป็นเวลา 20 วันหลังจากการรายงานครั้งล่าสุด และด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง เวียดนามได้ป้องกันการระบาดรอบที่ 1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากการล็อคดาวน์ที่รวดเร็ว การปิดชายแดน การค้นพบผู้ติดเชื้อและผู้ที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ และสุดท้ายการกระจายข้อมูลและข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพให้ประชาชนได้รับรู้เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในการที่รัฐบาลจะต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และในต้นเดือนกุมภาพันธ์ โพสต์ในโซเชียลมีเดียมีการกล่าวถึงความเป็นกังวลต่อไวรัสที่กำลังจะเข้ามาในไม่ช้า ส่งผลให้มีการกักตุนสินค้า หลังจากนั้นรัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทในทันทีและได้จัดตั้งแชนแนลของทางการในเฟสบุ๊ค ซึ่งมีผู้ติดตามถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากร อีกทั้งยังมีการกระจายข่าวแบบดั้งเดิมเพื่อการเข้าถึงข้อมูลของชุมชนชนบท ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า NCOVI เพื่อที่จะให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของทางการและการรายงานสุขภาพได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังได้มีการปรับเงินอย่างหนักสำหรับคนที่หาผลกำไรจากการขายหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์เพื่อดูแลสุขอนามัยอื่นๆ และผู้ตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของประเทศเองก็ได้มีการรายงานและตรวจสอบการแพร่กระจายของข่าวลือผิดๆ ผู้ที่ถูกจับได้ว่ามีการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจะถูกจับกุมตัวโดยทันที

ถ้าไม่คำนึงถึงตัวเลขในแง่บวกในการระบาดรอบที่ 1 จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามได้มีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามกลุ่มลัทธิชาตินิยมที่เคยมีการปกปิดข้อมูลในอดีต เช่นบริษัท Formosa Ha Tinh ที่เคยมีการรั่วไหลของเหล็ก ก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในการสร้างความสามัคคีและให้ประชาชนทำตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวด อีกทั้งทัศนคติต่อการต่อต้านจีน ซึ่งบางครั้งถึงขึ้นเหยียดเชื้อชาติ และไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแนวคิดของรัฐบาล ทำให้การตัดสินใจปิดชายแดนประเทศจีนเป็นไปด้วยความง่ายดาย ประชาชนก็รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดกับประเทศจีนตั้งแต่การขัดแย้งเรื่องการเดินเรือจนกระทั่งถึงปลายปี 2019 ความไม่พอใจกลับรุนแรงมากขึ้น

ถึงแม้ว่าเวียดนามจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่าจำนวนที่ได้รับ (เหมือนกับจำนวนผู้ติดเชื้อเกือบทุกที่) ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่การระบาดรอบแรกจะเบี่ยงเบนไปจากแนวโน้มโดยรวมที่แสดงให้เห็นว่าการระบาดในชุมชนเล็กๆ นั้นถูกยับยั้งได้อย่างรวดเร็ว มีการพบผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 54 รายในเมืองโฮจิมินห์ ซึ่งมีเตียงผู้ป่วยอยู่จำนวน 900 เตียง หรือ 10 เตียงสำหรับ 100,000 คน เมืองโฮจิมินห์อาจจะสามารถหลีกเลี่ยงการระบาดได้ในรอบแรกเพราะว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปหรือกลับมาจากเมืองอู่ฮั่นมักจะพักอาศัยอยู่ที่ทางเหนือ และทำงานในที่ชนบท นอกจากนั้นท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต มีนักท่องเที่ยวเดินทางทั้งหมด 3.344 ล้านคนใน 1 เดือน เพราะฉะนั้นการที่เวียดนามมีการล็อคดาวน์อย่างรวดเร็วถือเป็นการกระทำที่ถูกเวลาและเพื่อให้การรายงานผู้ติดเชื้อจากทางการได้ถูกเผยแพร่อย่างถูกต้อง

ไทม์ไลน์ของเวียดนาม

การระบาดรอบที่ 2

เป็นที่เข้าใจว่าการระบาดรอบแรกที่มาจากจีนได้ถูกยับยั้งไว้ได้ด้วยการล็อคดาวน์ในเวลาที่สมเหตุสมผล สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวันและ มาเก๊าเองก็เห็นผลเช่นเดียวกัน จากการที่ให้เว้นระยะห่างทางสังคมและการเพิ่มมาตรการการเดินทาง ทว่าการระบาดรอบที่ 2 ได้เริ่มต้นขึ้นจากยุโรปและอเมริกา มาตรการที่เคยใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพได้ถูกหยุดชะงักลง (ระหว่างที่กำลังเขียน) ซึ่งต้องการการอธิบายเพิ่มเติม เวียดนามได้ทำตามแผนเดิมเมื่อมีการตรวจพบการระบาดรอบที่ 2 

จุดพัฒนาที่สำคัญคือมีผู้ป่วย 17 รายแสดงอาการในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการตรวจจนถึงวันที่ 6 มีนาคม เนื่องมาจากการที่ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวที่ยุโรป และอีก 200 คนที่เกี่ยวข้องได้ถูกกักตัวในภายหลัง โดยมาจากผู้โดยสารที่กลับมาไฟล์ทเดียวกับผู้ป่วย ผู้ที่พักอาศัยบริเวณเดียวกับผู้ป่วย และบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นที่เมืองหลวงฮานอยที่ผู้คนหนาแน่น ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและความโกลาหลไปทั่วประเทศ และผู้ป่วยจำนวน 17 รายที่บินกลับมาไฟล์ทเดียวกับผู้ป่วยได้ผลตรวจเป็นบวก ผู้ป่วยรายที่ 18 พึ่งกลับมาจากใจกลางเมืองแดกู ประเทศเกาหลีใต้ ผู้ป่วยรายนี้ได้แยกตัวออกมาตั้งแต่กลับมา และเช่นเดียวกับคนอื่นๆในไฟล์ทเดียวกัน กลุ่มที่ 2 ของการระบาดรอบที่ 2 ได้เริ่มต้นด้วยผู้ป่วย 34 รายที่บินกลับมาจากอเมริกาโดยการผ่านเกาหลีและกาตาร์ และมีผู้ป่วยที่ตรวจพบอีก 17 ราย คาดว่าน่าจะได้รับเชื้อมาจากผู้ป่วยรายที่ 34  ดังนั้นมาตรการการตรวจที่เข้มงวด การค้นหาผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วย และการกักตัวจะนำมาใช้กับผู้ติดเชื้อที่กำลังเข้ามา และ 2 สัปดาห์หลังจากการระบาดรอบที่ 2 เริ่มต้น เวียดนามมีจำนวนผู้ป่วยที่ยังได้รับการรักษาเพิ่มขึ้นจากศูนย์เป็น 75 ราย

มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดในชุมชนเห็นได้อย่างชัดเจน รัฐบาลกลางได้ส่งข้อความเตือนให้แก่ประชาชนและเร่งรัดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ฮานอย อย่างที่เห็นว่าการที่ประชาชนได้ให้ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญของการควบคุมการระบาดรอบที่ 1 การให้ความร่วมมือกันครั้งนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการระบาดรอบที่ 2 ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญกว่าคือช่วงเวลาในการปิดสนามบิน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เกาหลีใต้ประกาศเตือน “ห้ามท่องเที่ยว” ในเวียดนาม และในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ วีซ่าฟรีไปเกาหลีใต้ได้ถูกระงับชั่วคราว เกาหลีในเวลานั้นมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 3,150 ราย ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม ผู้ที่เดินทางเข้าเวียดนามทุกคนต้องเปิดเผยข้อมูลจากการตรวจสุขภาพ อีกทั้งเวียดนามยังได้ระงับไฟล์ทบินที่จะไปและกลับมาจากสหราชอาณาจักรในวันที่ 15 มีนาคม และประเทศรัสเซียที่มีจำนวนคนเข้าประเทศเวียดนามสูงสุดเป็นอันดับ 6 ได้ปิดชายแดนประเทศในวันที่ 18 มีนาคม 4 วันถัดมาเวียดนามได้งดไฟล์ทบินทั้งในและต่างประเทศ และยังได้ระงับผู้ถือวีซ่าทั้งหมดในปัจจุบัน และออกคำสั่งให้นักการทูตทั้งหมดกักตัว 14 วัน และในวันเดียวกัน ทั่วโลกได้มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 337,000 ราย นอกจากนั้นเวียดนามยังได้สั่งปิดชายแดนกับกัมพูชาทันทีที่กัมพูชาได้เปิดเผยการติดเชื้อครั้งแรกในชุมชน

ในขณะที่การระบาดรอบที่สองได้เริ่มมาจาก ยุโรปและประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับเชื้อและแพร่เชื้อให้แก่กันเอง และที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นคือประเทศมาเลเซียและกัมพูชา อย่างไรก็ตามเวียดนามไม่ได้รับเชื้อเข้ามามากนักและไม่ได้รับการรายงานการแพร่เชื้อในต่างแดน เว้นแต่จากความคลางแคลงใจเกี่ยวกับการที่กองทัพเรือจากอเมริกาเป็นผู้นำเชื้อ COVID-19 กลับมาที่เครื่องบิน USS Theodore Roosevelt ในขณะที่บินมาพักที่ท่าอากาศยานในเมืองดานังเมื่อวันที่ 5 มีนาคม กองทัพเรือเชื่อว่าลูกเรือเครื่องบินเป็นคนนำเชื้อเข้ามา อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับการทำงานอย่างต่อเนื่องของผู้อพยพชาวมาเลเซียที่สิงคโปร์ การเป็นจุดศูนย์รวมนักท่องเที่ยวอย่างประเทศไทย และประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้เวียดนามอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อมาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกา มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเตือนภัยถึงการท่องเที่ยวในเวียดนามในการระบาดรอบที่ 1 เช่นเดียวกัน เพื่อที่จะตัดทอนจำนวนนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเข้าประเทศในการระบาดรอบที่ 2

เคสของผู้ติดเชื้อที่เด่นชัดที่สุดจากประเทศมาเลเซียได้ผลตรวจเป็นบวกในวันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่มีการบังคับให้ใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ผู้ป่วยมีอาการไม่สบายตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางแสวงบุญในกลุ่ม Tablighi Jamaat หรือองค์กรศาสนาอิสลาม เขาได้เข้าร่วมพิธีในมัสยิด Jamiul ที่กรุงไซ่ง่อนก่อนที่จะได้เข้าพบหมอ ผู้ซึ่งได้ให้คำแนะนำให้ตรวจ COVID – 19 ซึ่งหลังจากนั้นมีเคสอีกหลายรายที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยรายนี้ ในขณะเดียวกันชาวมุสลิมอีก 3 คนที่กลับมาจากอีเว้นท์เดียวกันก็ได้ตรวจพบเชื้อในสัปดาห์ต่อมา ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่ได้ทำตามคำแนะนำเรื่องการกักตัว เหตุการณ์นี้เองทำให้เกิดการต่อต้านการชุมนุมของชาวมุสลิมในทางภาคใต้ของเวียดนาม เนื่องจากความกังวลที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งหลังจากนั้นมัสยิดที่ไซ่ง่อนได้ถูกสั่งปิดในวันที่ 18 มีนาคม ส่งผลให้มีการกักตัวของผู้ที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหมู่บ้าน Van Lam ที่มีการละเมิดการกักตัวก็ได้ถูกล็อคดาวน์ภายในวันนั้นโดยทันที

มาตรการกักตัวแบบเข้มงวดคืออีกเหตุผลที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อต่ำ ไม่ใช่แค่ผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยจะโดนแยกตัวเท่านั้น แต่ทั้งหมู่บ้านจะโดนล็อคดาวน์ทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ รัฐบาลใช้วิธีแบบนักดับเพลิง เพื่อที่จะทำให้ไวรัสอยู่แค่ในเฉพาะหมู่บ้าน และไม่รั่วไหลออกไปข้างนอก ในต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลได้อนุมัติสร้างสถานที่ตรวจโรคอีก 22 แห่งทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันก็ได้เตรียมพื้นที่กักตัวที่ค่ายทหาร ภายในวันที่ 23 มีนาคม ประชาชน 50,000 คนถูกกักตัวภายในหมู่บ้านและค่ายทหาร หมู่บ้านฮารอยซึ่งอยู่นอกเมืองฮานอยซึ่งมีคนอาศัยอยู่ 11,000 คนก็ได้ถูกล็อคดาวน์ ไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน และในวันที่ 15 เมษายน รัฐบาลได้ประกาศให้ 12 จังหวัดต้องถูกปิดเมืองเพิ่มขึ้นอีกเป็นเวลา 7 วัน ด้วยความกังวลว่าหากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแม้แต่นิดเดียว ระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ รายงานความเคลื่อนไหวของประชาชนของเว็บไซต์กูเกิลนั้นได้กล่าวว่า การกักตัว การล็อคดาวน์ และการกลัวต่อโรค ทำให้คนเวียดนามเลือกที่จะอยู่บ้านและอยู่ห่างไกลจากสาธารณะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในตะวันออกเฉียงใต้ จากรายงานของกูเกิลนั้น เวียดนามเป็นผู้นำในด้านการหลีกเลี่ยงการรวมตัวของประชาชนที่จุดนัดพบได้ดีที่สุด

รายงานความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์กูเกิล

ภาพรวมของเวียดนามคือ เวียดนามประสบความสำเร็จในการรับมือกับการระบาดรอบที่ 1 แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการระบาดรอบที่ 2 ได้เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆในเอเชีย ทว่าเวียดนามกลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่น้อย และจนถึงปัจจุบันเวียดนามเองก็ประสบความสำเร็จในการกักกันกลุ่มผู้ติดเชื้อ ถึงจะมีความเสี่ยงแต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ไวรัสอาจจะยังไม่ได้ถูกค้นพบ ถ้ามันถูกแพร่กระจายไปที่ที่ห่างไกลความเจริญ

เศรษฐกิจ

ถึงแม้ว่า COVID-19 จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจทุกที่ทั่วโลก แต่เศรษฐกิจของเวียดนามกลับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะต่ำกว่าที่คาดเกณฑ์ไว้ ในไตรมาสที่ 1 GDP ของการบริโภคเพิ่มขึ้น 3.07 เปอร์เซ็นต์ (ปีต่อปี) ถึงแม้ว่าการเก็บเกี่ยวผลการเกษตรจะไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เช่นเดียวกับการอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง บริษัทกว่า 18,600 แห่งต้องถูกยุติกิจการชั่วคราว และอีก 12,000 แห่งกำลังจะปิดตัวลง อย่างไรก็ตามอัตราการปิดตัวของบริษัทต่ำลงปีต่อปี อาจจะเป็นเพราะการที่มีธุรกิจหยุดการทำงานชั่วคราวเพิ่มขึ้นกว่า 26 เปอร์เซ็นต์ การระงับการทำงานก็ยังมีโอกาสมากกว่าที่ต้องปิดบริษัทไปเลย ด้านการส่งออกและนำเข้าก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงในด้านแฟชั่น ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 1 เศรษฐกิจที่ควรจะเฉิดฉายของเวียดนามต้องถูกถดถอยลง ถ้าเวียดนามสามารถควบคุมเศรษฐกิจที่ดีไว้ได้ต่อไป เศรษฐกิจของเวียดนามจะดีขึ้นมากกว่าหลายๆที่ในต่างประเทศ ถึงแม้ว่าหุ้นจะตกไป 31 เปอร์เซ็นต์ แต่นักลงทุนเห็นถึงการที่เวียดนามสามารถตอบโต้และจัดการปัญหาได้เป็นอย่างดี และพวกเขายังมั่นใจที่จะทำให้เวียดนามเป็นแหล่งผลิตแห่งใหม่อีกด้วย เนื่องจากบริษัทบางแห่งในสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนามแล้ว

ในภาพรวม มาตรการที่รุนแรงเองก็ส่งผลให้สถานการณ์ของเวียดนามมืดมัวลงเช่นกัน อาหารถูกส่งออกน้อยลงและมาพร้อมกับความกังวลถึงความสำคัญด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก ในขณะที่รัฐบาลกลางได้สูญเสียเงินจากการยกเลิกภาษีไปแล้ว 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การผลิตอาจจะตกลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทเห็นถึงจำนวนการบริโภคของโลกที่ลดลง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและการผลิตที่ไม่สมบูรณ์ อย่างเช่น การผลิตยานพาหนะของบริษัทโตโยต้า คณะรัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรมและการค้าจะจัดสรรหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับโรงงานการผลิตต่างๆ

ความเป็นกังวลถูกก่อตัวขึ้นอย่างมากเพราะสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ประชาชนกว่าพันคนได้ตกงานและไม่มีเงินค่าจ้างที่พวกเขาจะใช้ได้ในวันต่อวัน รัฐบาลได้ให้สัญญาว่าจะจัดสรรการอบรมอาชีพและโปรแกรมสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ด้วยยังมีความวิตกต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทต่างๆ ก็ควรเข้ามาช่วยเหลือวางแผนการเพื่อที่จะเอาชนะความไม่มั่นคงนี้ได้ จากการให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีของประชาชน แต่ก็ยังมีการตั้งคำถามถึงความพร้อมและความตั้งใจว่ารัฐบาลกลางจะช่วยเหลือประชาชนได้ถึงแค่ไหน ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ล็อคดาวน์ได้รับเงินรายวันจากรัฐบาล ในขณะที่ธุรกิจบางรายเอื้อเฟื้อการจัดตั้งและแจกจ่ายข้าวสารฟรีให้กับผู้ที่ไม่มีเงินซื้ออาหาร ซึ่งคุณเหงียว แมน ฮุง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจคนี้ และนำข้าวสารจำนวน 10 ตันมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชน และภายในวันแรกประชาชนกว่า 700 คนมารับข้าวสารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2.3 ตัน

ธุรกิจภายในประเทศเกี่ยวกับภูมิทัศน์ อาจจะเป็นธุรกิจแรกที่ได้กลับมา ในระหว่างที่รอเคลียร์การล็อคดาวน์ให้ประสบความสำเร็จอยู่นั้น สายการบินเวียดนามจะกลับมาให้ใช้บริการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และหนึ่งในปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญคือธุรกิจภายในประเทศต้องรีบแก้ปัญหาด้านการผลิตพลังงานโดยทันที เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติการณ์ใช้พลังงานที่เพิ่มสูงมากขึ้นโดยมีที่ไม่มีแผนการลงทุนในอนาคตมารองรับ เดิมทีบริษัทของสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาลงทุนเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่เนื่องจากมีไวรัส  COVID-19 เข้ามาเกี่ยวพัน พวกเขาเลยถอยแผนการลงทุนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และยังไม่มีกำหนดการจะกลับมาลงทุนใหม่ และการคาดการณ์ GDP ล่วงหน้าส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่บนการลงทุนของบริษัทต่างชาติในปี 2020 ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ และนี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้บริษัทต่างชาติไม่เข้ามาลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ

วิธีการวางแผนเศรษฐกิจของเวียดนามอาจจะไม่ได้อยู่ได้นานนัก การระบาดที่ยังอยู่ในขั้นต้น และความล่าช้าในการก่อสร้างจะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่ยาวนานมากขึ้น สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกับหรือต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน รัฐบาลจะต้องให้ความมั่นใจแก่ประชาชนที่จะให้การช่วยเหลือชุมชนที่ขาดแคลน ถึงแม้มันจะหมายถึงการวางแผนเศรษฐกิจใหม่ก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้นอาจจะสิ้นสุดเร็วๆนี้ แต่การปรับเงินของ “ข่าวปลอม” ต้องใช้เวลาถึง 3 ถึง 6 เดือนสำหรับใช้เป็นเงินเดือนสำหรับคนงาน และด้วยเงื่อนไขของ – เศรษฐกิจหรือการแพทย์- สำหรับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลอาจจะไม่สามารถแสดงออกได้อย่างง่ายดายสำหรับโลกภายนอก

หนึ่งความเห็นบน “รายงานสถานการณ์: เวียดนาม”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.