รายงานสถานการณ์: ลาวและกัมพูชา

ทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศลาวต่างก็มีตัวเลขรายงานของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในประเทศกัมพูชามีรายงานของผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 122 รายและยังไม่มีรายงานของผู้เสียชีวิต ส่วนประเทศลาวมีรายงานผู้ป่วยเพียงแค่ 19 รายเท่านั้นและยังไม่มีรายงานของผู้เสียชีวิตเช่นกัน จากการรายงานของสองประเทศนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนาและการตรวจสอบในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ค่อนข้างจำกัด มีประชาชนที่อายุน้อยค่อนข้างมาก และมีรัฐบาลแบบเผด็จการ ทั้งสองประเทศดังกล่าวเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แม้ในช่วงที่เริ่มมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นแล้วก็ตาม คาดว่าประมาณสามในสี่ของผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้ามาในประเทศนั้นไม่ได้รับการตรวจสอบว่ามีเชื้อหรือไม่

ก็เหมือนกับอีกหลายๆ ที่ที่ทั้งสองประเทศนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคมากกว่าตัวเลขที่ได้รับการรายงาน อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าตัวเลขที่ได้รับรายงานเพียงเล็กน้อยนั้นอาจแสดงถึงสาธารณสุขของประเทศที่ยังให้การดูแลไม่ทั่วถึงหรืออาจเป็นเพราะมีการควบคุมข้อมูลภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ซึ่งในขณะนี้ เราเป็นห่วงสถานการณ์ของประเทศกัมพูชามากกว่าลาว ประเทศเพื่อนบ้านได้ปิดชายแดนหลังจากที่มีรายงานผู้ติดเชื้อชาวกัมพูชาในประเทศจีนเมื่อวันที่ 19 มีนาคม โดยมีผู้ติดเชื้อจากประเทศกัมพูชาอย่างน้อยหกคน (ห้าคนในประเทศจีน [สี่คนในเดือนมีนาคม และหนึ่งคนเมื่อวานนี้], หนึ่งคนในมาเก๊า) สัญญาณแรกของการระบาดของโรคอย่างจริงจังเกิดขึ้นเมื่อมีการพบผู้ติดเชื้อชาวไต้หวันในประเทศฟิลิปปินส์และมีการพบผู้ติดเชื้อในประเทศสิงคโปร์ที่มีประวัติว่าเคยเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์มาก่อน

ไทม์ไลน์ในประเทศกัมพูชา: สีเขียวแสดงถึงผู้ป่วยติดเชื้อที่แพร่เชื้อนอกประเทศ, สีฟ้าแสดงถึงผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ, สีส้มหมายถึงการปิดด่านชายแดน และสีแดงหมายถึงการปฏิบัติของรัฐบาล

สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงในประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นจากความไม่มั่นคงจากสถานการณ์การระบาดของ COVID19 ในประเทศไทย เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเป็นจำนวนมากที่เดินทางไปมาระหว่างประเทศเหล่านี้ มีแรงงานชาวลาวเป็นหมื่นคนที่เดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อกลับประเทศของตนเองในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรุงเทพมีรายงานออกมาว่าที่สถานีรถบัสในกรุงเทพมีผู้โดยสารมากถึง 84,000 คนที่เดินทางกลับไปยังประเทศลาว กัมพูชา และพม่าในช่วงสุดสัปดาห์เมื่อวันที่ 21-22 มีนาคม ตอนที่ประเทศไทยมีรายงานของผู้ติดเชื้อแล้วจำนวน 781 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขรายงานที่สูงที่สุดในภูมิภาค โดยการแพร่ระบาดของโรคนั้นได้แพร่กระจายในขั้นที่ไม่มีใครรู้ว่ามีการรับผู้ติดเชื้อเข้าประเทศมาแล้วกี่คนและเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

เคสผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2020 ประเทศกัมพูชามีรายงานออกมาว่ามีเคสผู้ป่วยจำนวน 122 ราย โดย 77 รายได้รับการเยียวยาจนหาย และไม่มีรายงานของผู้เสียชีวิต ส่วนประเทศลาวมีรายงานของเคสผู้ป่วย 19 รายเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2020 ซึ่งเคสผู้ป่วยเคสแรกที่ได้รับรายงานในวันที่ 27 มกราคม 2020 ของประเทศกัมพูชาเป็นผู้หญิงชาวจีนวัย 60 ปีที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น กว่าจะมีการรายงานเคสต่อมาก็เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2020 ซึ่งเป็นผู้ชายชาวกัมพูชาอายุ 38 ปีที่ได้รับเชื้อมาจากนายจ้างชาวญี่ปุ่น จากนั้นมาก็ได้รับรายงานอีกทีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2020 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการรายงานของการแพร่ระบาดภายในประเทศเกิดขึ้น (เช่น ไม่ได้มีประวัติการเดินทางหรือติดต่อกับคนที่ติดเชื้อจากประเทศในกลุ่มเสี่ยงมาก่อน) ขณะนี้องค์กรต่างๆ กำลังทำหน้าที่อย่างหนักในการค้นหาคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ เพื่อทำการตรวจสอบว่ามีผลเป็นบวกหรือไม่ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นผล เนื่องจากมีบางคนที่ปิดบังและไม่ยอมเปิดเผยว่าเคยมีการพบปะหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้ติดเชื้อเหล่านั้น รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไปที่ไม่ได้มองว่ากำลังถูกไวรัสคุกคามหรือหันมาให้ความสำคัญกับด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะการไม่ให้ความสำคัญที่มากพอนั้นอาจกลายเป็น “ฝันร้าย” ในภายหลัง

ส่วนประเทศลาวได้มีการรายงานเคสผู้ป่วยสองเคสแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2020 และจากนั้นมามีผู้ป่วย 11 รายจากทั้งหมด 17 รายที่มีการตรวจสอบแล้วทราบว่าติดเชื้อมาจากเคสของผู้ป่วยสองเคสแรกที่ได้รับการรายงาน โดยเคสทั้งหมดนั้นอยู่ในวัยที่ต่างกันออกไป เคสแรกเป็นผู้ชายอายุ 26 ปี ทำอาชีพเป็นพนักงานโรงแรมอยู่ในเมืองเวียงจันทร์ เคสที่สองเป็นผู้หญิงอายุ 36 ปี ทำอาชีพเป็นไกด์ในเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งทั้งสองรายดังกล่าวมีประวัติคลุกคลีอยู่กับนักท่องเที่ยวด้วยกันทั้งคู่ ส่วนเคสอื่นๆ มาจากเที่ยวบินจากกรุงเทพมายังเวียงจันทร์ แล้วมีเจ้าหน้าที่ชาวลาวติดเชื้อ ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมด 70 คนต้องได้รับการตรวจสอบหาเชื้อไปด้วย ส่วนรายที่ 11 เป็นชาวปาปัวนิวกินีที่ทำงานในบริษัทเหมืองของลาว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชาวลาวจึงต้องทำการตรวจสอบพนักงานที่ทำงานในเหมืองนั้นอีกหลายคน

มีคนเดินทางเข้าออกทั้งสองประเทศเยอะมากก่อนที่จะมีการปิดชายแดน โดย Xinhua รายงานว่าประเทศลาวคาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 1 ล้านคนจาก 4.1 ล้านคนในปี 2019 และกัมพูชาจะมีนักท่องเที่ยว 2 ล้านคนจาก 6.2 ล้านคนในปี 2019 ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้ป่วยที่เพิ่งติดเชื้อนั้นได้รับเชื้อมาจากคลื่นลูกแรกจากเมืองอู่ฮั่น ที่ตอนนี้สามารถยับยั้งสถานการณ์ได้แล้ว หรือติดมาจากคลื่นลูกที่สองจากนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ยุโรป และอังกฤษในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งประเทศใกล้กันอย่างเวียดนามก็มีชาวยุโรปอาศัยอยู่ในโรงแรมเดียวกันกับลูกเรือ USS โรสเวลต์ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของโรคเมื่อเดือนที่แล้ว

ระบบสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุขของประเทศกัมพูชากำหนดให้โรงพยาบาล 3 แห่งในเมืองพนมเปญเป็นสถานที่สำหรับดูแลผู้ป่วย COVID-19 และกำหนดให้อีก 25 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดการเรื่องการตรวจสอบและคอยดูแลเคสของผู้ต้องสงสัย หลังจากที่มีการปรึกษากับองค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมควบคุมโรคติดต่อ (U.S. CDC) ประเทศกัมพูชาก็ได้มีการแต่งตั้งสถาบันแพสเทอร์ของกัมพูชา (Institute Pasteur of Cambodia, IPC) ให้เป็นแล็บเพียงแห่งเดียวสำหรับการทดสอบ COVID-19 ซึ่ง IPC ถูกใช้เป็นแหล่งทดสอบประมาณ 300-500 ครั้งต่อวัน ซึ่งในวันที่ 6 เมษายน 2020 ที่ผ่านมามีการตรวจสอบแล้วมากกว่า 5,700 คนโดยใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย (rapid test kits) จากประชากรทั้งหมด 15.58 ล้านคนในประเทศ การทดสอบดังกล่าวเมื่อคิดออกมาแล้วอยู่ในอัตรา 366 ครั้งต่อ 1 ล้านคน

ส่วนในประเทศลาว โรงพยาบาลมิตรภาพ (โรงพยาบาล 150) ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเวียงจันทร์ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางในการทดสอบไวรัสและเป็นที่ดูแลรักษาผู้ป่วยด้วย สถานที่ดังกล่าวถูกใช้ในการดูแลและกักตัวผู้ป่วย 16 รายจากทั้งหมด 19 รายที่ได้รับการรายงาน ซึ่งมีเพียงหนึ่งรายจาก 16 รายดังกล่าวที่อยู่ใน “ขั้นวิกฤติ” ส่วนอีก 3 รายที่เหลือนั้นได้รับการดูแลอยู่ในโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัดในเมืองหลวงพระบาง จากรายงานการยกระดับโรงพยาบาล ในปี 2019 โรงพยาบาลมิตรภาพมีเตียงรองรับผู้ป่วยทั้งหมด 600 เตียงในห้องคนไข้ที่มีทั้งหมด 30 ห้อง มีบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด 500 คนและมีหมอทั้งหมด 100 คน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2020 องค์กรของลาวได้ทำการทดสอบทั้งหมด 1,140 ราย คิดเป็นอัตรา 153 ครั้งต่อ 1 ล้านคน

ประเทศกัมพูชาติดอยู่ในอันดับที่ 89 จาก 195 ประเทศในเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคติดต่อจากรายงานของดัชนีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ (Global Health Index) ในปี 2019 โดยถือว่ายังขาดสถานพยาบาลที่เพียงพอในการรองรับผู้ป่วยจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อถ้าไม่มีการขยายปริมาณให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนประเทศลาวอยู่ในอันดับที่ 73 จาก 195 ประเทศในรายงานของดัชนีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ (Global Health Index) ในปีเดียวกัน แม้ประเทศลาวมีสถานพยาบาลไม่เยอะมาก แต่องค์กรของประเทศได้เข้าร่วมกับอาเซียนและในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประเทศอเมริกาได้ส่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนหกคนเพื่อมาช่วยเทรน ฝึก และจำลองการยับยั้งและควบคุมไวรัส นอกจากนี้ประเทศลาวยังได้รับการช่วยเหลือจากประเทศจีน เวียดนาม และสหรัฐอเมริกาที่ทำการส่งเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆ มาสนับสนุนด้วย

นโยบายที่ใช้แก้ปัญหา

ในประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2020 ได้มีการจำกัดการเดินทางเข้าออกในเมืองพนมเปญเป็นเวลา 1 สัปดาห์ นอนายกรัฐมนตรีฮุนเซนยกเลิกการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ประจำปีของประเทศซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว โดยปกติแล้วผู้คนจะพากันเดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สถานที่ต่างๆ อย่างโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ สถานบันเทิงต่างๆ – โรงภาพยนตร์ คาราโอเกะ และบาร์ต้องทำการปิดให้บริการ การรวมตัวกันด้วยเหตุผลทางศาสนาก็เป็นสิ่งที่ถูกห้ามอีกด้วย

ส่วนประเทศลาวได้ทำการล็อคดาวน์อย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม และคาดไว้ว่าจะล็อคดาวน์นี้จะมีไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2020 หรือจนกว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิดได้ประกาศแผน 9 ข้อที่ประชาชนควรปฏิบัติโดยมีใจความดังต่อไปนี้: ออกจากบ้านก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น ห้ามไม่ให้มีการเดินทางข้ามจังหวัดภายในประเทศ ห้ามกักตุนสินค้าหรือค้ากำไรเกินควร ห้ามแพร่กระจายข่าวที่ไม่เป็นความจริง ห้ามรวมตัวกันมากกว่า 10 คนขึ้นไป ห้ามเดินทางไปต่างประเทศยกเว้นชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางกลับบ้าน ห้ามดำเนินธุรกิจเพื่อการบันเทิง และห้ามมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่มีเหตุจำเป็น

ประเทศกัมพูชาได้มีการสั่งห้ามไม่ให้คนจากประเทศสหรัฐอเมริกา, อิตาลี, เยอรมัน, สเปน และฝรั่งเศสเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2020 และมีการยับยั้งนโยบายวีซ่าฟรี e-visa และ visas-on-arrival ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2020 เป็นต้นไปเป็นเวลา 1 เดือน สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็นต้องเดินทางแบบเร่งด่วน ชาวต่างชาติควรสมัครวีซ่าล่วงหน้าและต้องแสดงใบรับรองแพทย์รวมทั้งประกันสุขภาพที่มีวงเงินประกันอย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์อีกด้วย

ในประเทศลาว มีการห้ามไม่ให้เดินทางเข้าออกประเทศตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน โดยมีการปิดให้บริการของเกตสนามบินนานาชาติ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 มีนาคมมีการปิดเพียงแค่บางจุดตรวจภายในเท่านั้น เนื่องจากมีเครื่องสแกนอุณหภูมิที่จำกัด วันที่ 19 มีนาคม ประเทศลาวได้สั่งระงับ visas on arrival และระงับการออกวีซ่านักท่องเที่ยวสำหรับภารกิจทางด้านการทูตในต่างประเทศ e-visa โปรแกรมละเว้นวีซ่า และการออกวีซ่าประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่วีซ่านักท่องเที่ยวก็ถูกห้ามเช่นกัน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ประเทศลาวได้มีการประกาศใช้นโยบายการกักตัวเป็นเวลา 14 วันสำหรับคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ สำหรับคนที่เดินทางมาจากประเทศที่มีรายงานของผู้ป่วย COVID-19 มากกว่า 100 รายถึงแม้จะไม่มีการแสดงอาการป่วยก็ตาม เช่นเดียวกับคนที่เดินทางเข้าประเทศจากเขตชายแดน (แต่ไม่ใช่เมืองที่ติดชายแดนโดยตรง) ที่มีรายงานของผู้ป่วยมากกว่า 10 รายขึ้นไป ส่วนคนที่เดินทางเข้าประเทศแล้วมีการแสดงอาการป่วยต้องเดินทางไปยังเมืองเวียงจันทร์เพื่อทำการทดสอบและดำเนินการเรื่องการรักษาต่อไปหากจำเป็น

รายงานในท้องถิ่นของประเทศลาวให้ความเห็นว่าประชาชนชาวลาวและเจ้าของธุรกิจไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาอย่างเคร่งครัด หัวข้อใน Vientiane Times กล่าวว่าร้านคาราโอเกะและร้านนวดยังคงเปิดให้บริการ และพวกเขา “ไม่สนใจเรื่องการป้องกันจาก COVID-19” ก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม รัฐบาลเผชิญกับปัญหาจากการประกาศสาธารณะที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับประชาชนและธุรกิจต่างๆ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ไม่เป็นผล โดยประกาศนั้นเป็นการแจ้งให้งด “กิจกรรมสาธารณะที่ไม่มีความจำเป็น” รวมทั้งงานแต่งงานและการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของลาวในช่วงวันที่ 13-15 เมษายนด้วย ซึ่งโรงแรมไม่ควรมีการจัดอีเว้นท์ใหญ่ๆ และควรจำกัดช่วงเวลาของงาน ในเมืองหลวงพระบางเอง โดยเฉพาะองค์กรท้องถิ่นต่างๆ ได้ทำการยกเลิกเทศกาลและอีเว้นท์ในที่สาธารณะเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ทำให้ธุรกิจท้องถิ่นต้องผิดหวังไปตามๆ กัน และในวันเดียวกันก็มีการสั่งปิดโรงเรียนเตรียมอนุบาลและโรงเรียนอนุบาล โดยเหล่าผู้ปกครองต่างเรียกร้องให้ทุกโรงเรียนปิดเช่นกัน

ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ

ก่อนหน้าที่เศรษฐกิจของฝั่งยุโรปและอเมริกาจะค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ จากการระบาดของไวรัสในภูมิภาคต่างๆ ภายในประเทศ มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาว่าน่าจะขาดทุนเป็นจำนวน 300 – 700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มในปัจจุบันนั้นจะแย่ลงกว่านั้นอีก

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2020 องค์กรในประเทศกัมพูชาได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 800 ล้าน – 2 พันล้านดอลลาร์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งคำนวณแล้วเป็น 25% ของงบประมาณในปี 2020 อย่างไรก็ตามงบประมาณก้อนนี้ยังขาดแผนในการนำไปใช้งานที่ชัดเจน มีการลดหย่อนภาษีและยับยั้งการจ่ายภาษีทำให้ล่าช้า จากการที่มีบางส่วนได้ออกจากสิทธิพิเศษการค้าขายแลกเปลี่ยนกับ EU เมื่อช่วงต้นปี 2020 ผู้นำของสหภาพได้เรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันธนาคารและสถาบันการเงินในการชะลอการจ่ายคืนเงินกู้ และธนาคารแห่งชาติของประเทศกัมพูชาได้ลดข้อจำกัดในการปล่อยเงินกู้แล้ว

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้านั้นคิดเป็น GDP ของประเทศกัมพูชาถึง 11% และรัฐบาลได้ทำการตอบสนองโดยทันทีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วยการประกาศแผนแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2020 นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้กล่าวถึงโรงงาน 50 แห่งที่หยุดการผลิตเนื่องจากขาดวัตถุดิบและโรงงานอีก 7 แห่งที่หยุดการผลิตเนื่องจากไม่มีลูกค้าสั่งสินค้า รัฐบาลได้เสนอการประกันรายได้ 60% ของรายได้ขั้นต่ำให้กับคนงานที่ต้องหยุดทำงานโดย 40% มาจากโรงงานและอีก 20% มาจากรัฐบาล รายได้ขั้นต่ำของคนงานในโรงงานทอผ้าเพิ่มขึ้นเป็น 190 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2020 หมายความว่าคนงานเหล่านั้นจะได้เงินมูลค่า 114 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย 76 ดอลลาร์มาจากโรงงานและอีก 38 ดอลลาร์มาจากรัฐบาล

ต่อมาเหล่านายจ้างพากันบอกว่าไม่สามารถที่จะทำการจ่าย 40% ของรายได้ขั้นต่ำได้ รัฐบาลจึงได้ทำการเสนอแผนใหม่ โดยประกันรายได้ให้เป็นจำนวน 70 ดอลลาร์ต่อเดือนโดยโรงงานจะจ่ายเงินเพียง $30 และรัฐบาลจ่ายอีก $40 ซึ่งการช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้นแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยจากแผนแรก มีเพียงเหล่าคนงานเท่านั้นที่ได้รับเงินสนับสนุนน้อยลง โดยเมื่อคำนวณแล้วเงินสนับสนุนดังกล่าวคิดเป็น 37% ของรายได้ขั้นต่ำเท่านั้น ฟาร์ ซาร์ลี อธิบดีของสหภาพแรงงานกัมพูชา (National Trade Unions Coalition) ได้แนะนำคนงานให้ยอมรับเงินจำนวนนี้แต่โดยดี

เมื่อวันที่ 10 เมษายน การรับประกันเงินจำนวน $40 สำหรับคนงานได้ถูกขยายความช่วยเหลือต่อไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นเวลาสองเดือน จำนวนเงินเท่านั้นอาจไม่เพียงพอเพราะคนงานเหล่านั้นต้องคอยส่งเงินให้กับครอบครัวของพวกเขาด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างกว้างขวางต่อความสามารถในการซื้อของที่จำเป็นต่างๆ ของประชากรภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้ประกาศว่าจะมีการหยุดส่งออกข้าวเพื่อเก็บไว้บริโภคภายในประเทศ ป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง การส่งออกข้าวนั้นถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศที่ส่งผลต่อ GDP ของกัมพูชา เกิดเป็นความกังวลขึ้นมาว่าในช่วงที่มีการขาดทุนทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศกัมพูชาจะสูญเสียเครดิตจากคู่ค้าและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาจทำตามตัวอย่างนี้ จนนำไปสู่การตัดขาดสายโซ่อาหารของโลก ซึ่งประเทศเวียดนามเองก็ได้หยุดการส่งออกข้าวแล้วเช่นกัน

ก่อนที่จะมีการรายงานเคสผู้ป่วยในประเทศลาว ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะเติบโต 6.1 % ในปี 2020 โดยเป็นการประเมินจากการที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้นต่างได้รับผลกระทบจากไวรัสอย่างหนักและมาจาก “ผลกระทบภายนอกเชิงลบ” ของการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และการผลิต

พระราชกฤษฎีกาแห่งชาติได้กำหนดว่าโรงงานต่างๆ ต้องถูกปิดถ้าไม่ได้ทำการผลิตสินค้าสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ นั่นหมายความว่าโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้านั้นต้องถูกปิดตัวลง แต่ก็มีโรงงานบางแห่งที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นแหล่งผลิตเวชภัณฑ์แทน พระราชกฤษฎีกาได้กำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่าเจ้าของโรงงานจะต้องดูแลเรื่องการกักตัวของพนักงานและต้องให้ “สวัสดิการสังคม” แก่พนักงานด้วย

การเมืองและความล้มเหลว

ทั้งสองประเทศถูกประเมินว่า “ไม่มีความอิสระ” จากดัชนีโลกของ Freedom House ในปี 2019 โดยประเทศลาวจัดอยู่ในอัตรา 14/100 และประเทศกัมพูชาอยู่ในอัตรา 26/100 โดยทั้งสองประเทศนั้นมีการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวของกับไวรัสโคโรนา ทำให้ยากต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้มาจากรายงานของทางการ และข้อมูลอื่นๆของทั้งสองประเทศก็ถูกควบคุมอย่างหนักเช่นกัน สัญญาณอะไรที่จะเป็นข้อขัดแย้งทางการเมืองนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่ารัฐบาลของประเทศลาวได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการรายงานเคสผู้ป่วยบ้างแล้ว แต่ความคิดเห็นอื่นๆ นั้นไม่มีให้เห็น

ทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศลาวมีการตอบสนองต่อการระบาดของไวรัสที่ต่างกันออกไป ในขณะที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศจีนมาโดยตลอด โดยประเทศกัมพูชานั้นได้มีการตอบสนองต่อการระบาดของโรคทางด้านการเมืองมากกว่าประเทศลาว ซึ่งรัฐบาลของกัมพูชาคอยให้การสนับสนุนด้านการเมืองของจีนและตอบสนองต่อนโยบายช้า ซึ่งยังเป็นนโยบายที่ยังไม่มีแนวทางแน่ชัดและยังคลุมเครือ ในทางกลับกันประเทศลาวตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของไวรัสได้ไวกว่า โดยร่วมมือและรับความช่วยเหลือจากต่างชาติ ทำให้เห็นมาตรการในการควบคุมที่ชัดเจนมาก นอกจากนี้ก็มีการตามหาคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและทำการทดสอบผู้ต้องสงสัยที่อาจมีการแสดงอาการช้า เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการในการควบคุมและการล็อคดาวน์

โซแวน ริที เป็นนักข่าวที่ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2020 จากการโพสต์เฟสบุ๊คด้วยข้อความเกี่ยวกับการตอบสนองต่อไวรัสของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนและถูกตั้งข้อหา “ยั่วยุให้เกิดอาชญากรรม” ตามด้วยการที่สื่อมวลชนของริทีถูกเพิกถอนใบอนุญาตสำหรับการกระจายข้อมูลข่าว “เป็นการส่งผลต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของสังคม” ซึ่งมาจากการที่กระทรวงสารสนเทศเตือนประชาชนเรื่องการใช้เฟสบุ๊คในการกระจายข่าวที่ไม่เป็นความจริง ทำให้เกิดความกลัวและสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร และซาร์ เค็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020 ว่าใครที่แพร่กระจายข่าวที่ไม่เป็นความจริงจะมีความผิดทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2020 สมัชชาแห่งชาติได้ออกกฎหมายสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมร่างกฎหมายเพื่อส่งต่อไปยังวุฒิสภาในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งกฎหมายสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นอาจมีประกาศออกมาเพื่อควบคุมการระบาดของโรค แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการต่อต้านหรือเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน อย่างไรก็ตามการนำของกัมพูชาล้มเหลวในการระบุว่าเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในร่างกฎหมายนั้นมีความจำเป็นอย่างไรกับการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เกินเลย โดยร่างกฎหมายดังกล่าว กำหนดให้มีการตัดสินโทษ 10 ปีสำหรับการฝ่าฝืนและวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งการวางระเบียบและการรวมกลุ่มกันเพื่อพูด อนุญาตให้มีการตรวจตราและควบคุมสื่อมากขึ้น และสามารถที่จะสั่งให้มีการอายัติทรัพย์สินได้ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นยังไม่ชัดเจน เช่น กฎหมายนี้จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสได้อย่างไร (ล็อคดาวน์แบบเต็มรูปแบบ, ออกคำสั่งให้มีการกักตัว เป็นต้น)

ฮิวแมนไรท์วอทช์รายงานถึงการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมและชาวต่างชาติ ทำให้ประชาชนทั่วไปใช้คำพูดแสดงความเกลียดชังทางออนไลน์และการเลือกปฏิบัติทางธุรกิจ เรื่องราวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐนี้ฝ่าฝืนคำแนะนำของ WHO ในเรื่องการตอบสนองของรัฐบาลต่อ COVID-19 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติและแนะนำว่าการเผยแพร่ข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสนั้นอาจขัดแย้งต่อการเลือกปฏิบัติดังกล่าวได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.