วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทียมในการรักษาโควิด 19

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัส

ท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์ของไวรัสโคโรนา โควิด 19 นั้นแตกต่างจากไวรัสอื่นๆ เนื่องจากมีโครงสร้างที่ซับซ้อนด้วยลักษณะที่คล้ายกับว่ามีมงกุฎอยู่ล้อมรอบ (จนถูกนำไปตั้งเป็นชื่อเรียก) หากส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ไวรัสถูกปกป้องด้วยเปลือกหุ้มที่เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยในการถ่ายแบบ เนื่องจากมีคุณสมบัติของจีโนมิกส์เหล่านี้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่มากมาย ทำให้บริษัทผลิตยาต่างๆ ต้องใช้เวลานานในการพัฒนาตัวยามาเพื่อใช้ในการยับยั้งการถ่ายแบบของไวรัสได้

เนื่องจากเป็นไวรัสใหม่ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับไวรัสและปฏิกิริยาต่อร่างกายมนุษย์ เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน ในการพัฒนา ทดสอบ และได้เป็นวัคซีนที่สามารถทำไปใช้งานได้ออกมา ปัญหาต้นๆ ที่มีในการวิจัยวัคซีนก็คือถ้าการรับเชื้อนั้นน้อย ร่างกายจะไม่สามารถสร้างแอนติบอดี้ที่จำเป็นขึ้นมาได้ ขณะที่ตัวยาที่แรงเกินไปอาจจะทำให้ผู้ใช้ป่วยขึ้นมา ความหวังสูงสุดของเราก็คือ ในขณะที่กำลังรอวัคซีนออกมา หวังว่าเราจะสามารถค้นพบวิธีการรักษาที่ทำให้ไวรัสสามารถหยุดการเติบโต (แอนตี้-ไวรัส) หรือช่วยบรรเทาอาการที่รุนแรงของโรคได้

Diane Griffin ศาสตราจารย์ทางด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงเรียนสาธารณสุขบลูมเบิร์กที่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์กล่าวว่าไวรัสนั้นแพร่กระจายในระดับเซลล์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถหาตัวยาที่จะยับยั้งไวรัสได้โดยไม่ทำลายเซลล์ ตามจุดประสงค์แล้ว ยาแอนตี้ไวรัสจะต้องโจมตีส่วนของไวรัสอย่างที่เห็นได้ตามภาพด้านบนเพื่อป้องกันการเติบโต ปัจจัยอีกอย่างคือทำอย่างไรให้ร่างกายของเรานั้นตอบสนองและสร้างแอนติบอดี้เพื่อปกป้องเรา เพราะไวรัสสามารถทำลายล้างอย่างหนักจนกว่าระบบภูมิคุ้มกันจะถูกเสริมสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันซะอีก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่นานมานี้ได้ออกโปรแกรมการสมัครสมานมาเพื่อสนับสนุนให้ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกสำหรับสี่ตัวยาที่มีอยู่ ตัวแรกคือตัวยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ในปัจจุบันตัวยาที่สามารถรับมือกับโควิด 19 ได้ดีที่สุดก็คือการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ สบู่สำหรับใช้ล้างมือในบ้านคุณคือตัวทำละลายไขมันที่สามารถช่วยทำลายโครงสร้างของไวรัสให้แตกออกจากกันได้ เอทานอลและคลอรีนสามารถฆ่าไวรัสในระดับพื้นผิวได้ แต่แน่นอนว่าไม่สามารถนำไปใช้ได้เมื่อไวรัสได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว

การเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์เทียม

เนื่องจากขาดวิธีการรักษาให้เป็นตัวเลือกที่แน่ชัด ทำให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังคิดค้นส่วนผสมของยาที่ใช้รักษาแตกต่างกันออกไปในการช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อ ประเทศจีนใช้ยาแพทย์แผนจีนในช่วงที่มีการระบาดและสนับสนุนให้ใช้การรักษาที่ไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์ไปทั่วโลก ในทางตรงกันข้าม ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาความสามารถในการต้านไวรัสของน้ำมันมะพร้าวที่ถูกนำเสนอโดยโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ส่วนพรรคภารตียชนตา (BJP) ในอินเดียสนับสนุนให้ใช้ปัสสาวะและอุจจาระของวัวในการรักษา

รัฐบาลอเมริกาได้เข้าร่วมวิทยาศาสตร์เทียมนี้เช่นกันโดยประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์สนับสนุนให้ใช้ยาคลอโรควิน ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียมากว่า 70 ปีเพราะมีความสามารถในการกันไวรัสในเซลล์ไม่ให้เติบโต การวิจัยในช่วงแรกมีการใช้คลอโรควินและไฮดรอกซีคลอโรควินมาทดลองประสิทธิผลในตัวยาที่ต่างกัน การศึกษาของฝรั่งเศสที่เคยมีได้ใช้คลอโรควินท่ามกลางสายตาของผู้คนจากทั่วโลก แต่กลับโดนเพิกถอนเนื่องจากมีผู้ตีพิมพ์ว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยหนึ่งราย จากการทำตามคำแนะนำของทรัมป์และผู้คนที่ต้องการตัวยาเพื่อจุดประสงค์อื่นกำลังประสบกับปัญหาเนื่องจากกำลังเป็นที่ขาดแคลนในขณะนี้

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เป้าหมายในการรักษาสำหรับโควิด 19 นั้นต้องการใช้วัคซีนสำหรับการป้องกัน ยาที่มีอยู่อาจนำมาใช้ได้ก็จริงแต่ข้อมูลสนับสนุนทางคลินิกก็เป็นสิ่งที่จำเป็น มันอาจกลายเป็นอันตรายมากกว่ามีประโยชน์ ขณะนี้การใช้ยาเหล่านั้นยังคงอันตรายและไม่ได้ผล

การศึกษาเกี่ยวกับวิธีรักษาที่เป็นไปได้

ภาพที่ 2: แหล่งที่มาของภาพ ARTIS Ventures

เนื่องจากยังไม่มีวิธีรักษาแบบเฉพาะในขณะนี้ ตัวเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงยังเป็นวิธีแอนตี้ไวรัสแบบกว้างๆ จนกว่าจะมียาที่จำเพาะมาใช้ในการรักษา

บริษัทด้านชีวภาพยังคงพยายามค้นหาตัวยาที่ใช่อยู่ Gilead Science กำลังเร่งพัฒนา Remdesivir ตัวยาที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถนำมารักษาได้ เพราะเคยถูกใช้ศึกษากับสัตว์มาก่อนสำหรับโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome, MERS-CoV) และโรคซาร์ส หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยรักษาคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด 19 ได้เช่นกัน

โครงสร้างของ Remdesivir ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีความจำเพาะอย่างไร แต่สามารถทำหน้าที่ในการทำลายไวรัสไม่ให้เติบโตได้ ช่วยกันไม่ให้ทำการคัดลอกทางพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนซ้ำๆ ในระดับเซลล์ มีรายงานออกมาด้วยว่าในสหรัฐอเมริกา จีน และอิตาลีกำลังใช้ยาตัวนี้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนักแม้ว่าจะยังไม่ได้รับการอนุมัติก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม บริษัท Fujifilm ’Avigan’ เป็นยาที่น่าจะนำมาใช้รักษาได้จากประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลของฟิลิปปินส์ก็สั่งยาตัวนี้เช่นกัน ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ บริษัท Fujifilm กล่าวว่ายาตัวนี้สามารถ “ป้องกันการแพร่พันธุ์ของไวรัสได้” และยังถูกใช้ครั้งแรกสำหรับเป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ในปี 2014 ด้วย

สุดท้ายนี้การรักษาอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ของภูมิคุ้มกันวิทยาและถูกใช้ในโรงพยาบาลคือ โปรตีนภูมิคุ้มกัน (convalescent plasma) การรักษาโควิด 19 นั้นต้องการความร่วมมือของสองสิ่งเสมอ อย่างแรกคือยาที่นำมาใช้รักษาและอย่างที่สองก็คือการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง การรักษาโดยใช้โปรตีนภูมิคุ้มกันเป็นการใช้ส่วนของเลือดที่อยู่กับแอนติบอดี้ โดยหากถูกฉีดเข้ากับผู้ป่วยที่ป่วยหนัก มันจะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการหลั่งสารภูมิคุ้มกันออกมาทำลายไวรัส

ฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาวิธีการรักษาแบบนี้และกำลังอยู่ในขั้นทดสอบหลังจากที่ผู้รอดชีวิตจากโควิด 19 สามรายได้รับการตรวจคัดกรองเป็นผู้บริจาคเพื่อการฟอกพลาสมา เราหวังว่าก่อนที่การระบาดของโรคจะหมดไป เราจะยังสามารถเห็นว่าวิธีการรักษาเหล่านี้นั้นได้ผล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.