รายงานสถานการณ์: สิงคโปร์

สถานการณ์ในสิงคโปร์ได้พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว สิงคโปร์ที่เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถรับมือต่อช่วงวิกฤตนี้ได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้ามกับที่อื่นๆ สิงคโปร์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ใช้กลยุทธ์ในการปราบปรามโดยมุ่งเน้นไปที่การให้ประชาชนกักตัวเมื่อวันที่ 21 มกราคม การตรวจหาโรค และหาผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยและกลุ่มผู้ติดเชื้อ โรงเรียนและสถานที่ต่างๆไม่ได้ถูกสั่งปิดเพราะว่ามาตรการที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์เป็นไปได้ด้วยดี แต่ทว่าเมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้มียอดผู้ป่วยพุ่งขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ ด้วยการได้รับยอดผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุดต่อวันอย่างต่อเนื่อง วันที่ 3 เมษายนสิงคโปร์มีการออกคำสั่งให้ปิดประเทศ

อ่าน: รายงานจากอิมพิเรียลที่กล่าวถึงกระบวนการทำงานของ ‘ตัวพลิกสถานการณ์’

ข่าวด่วน : สิงคโปร์ได้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 233 ราย โดย 167 รายไม่ทราบแหล่งที่มาของเชื้อ และอีก 7 กลุ่มเผยว่าได้รับเชื้อมาจากร้านอาหาร Marina Bay Sands และร้านแมคโดนัลด์ https://t.co/EVHBYJqrVR

— Elizabeth Law 思敏 (@lizzlaw_) April 12, 2020

วันที่ 13 เมษายน สิงคโปร์มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 2,918 คน โดยที่ 2,323 ยังมีอาการป่วย 1,158 มีอาการคงที่ กำลังได้รับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล และอีก 29 คนเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนัก อีก 1,165 รายได้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน หายดีแล้ว 586 คน และเสียชีวิตอีก 9 คน แต่แล้วในวันที่ 13 เมษายนยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 386 คน โดยถือว่าเป็นยอดที่สูงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นต่อวัน ซึ่งหมายความว่าในอนาคตยอดผู้ติดเชื้อต่อวันมีแนวโน้มที่จะขึ้นสูงได้มากกว่านี้ มีการรายงานว่าได้พบผู้ป่วยรายแรกในวันที่ 23 มกราคม เป็นผู้ชายวัย 66 ปี มาจากเมืองอู่ฮั่น หลังจากนั้นสิงคโปร์ได้ตรวจสอบบุคคลที่มีความเสี่ยงที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายแรกโดยทันที

สิงคโปร์และการระบาดรอบที่ 2

นอกเหนือไปจากการตรวจหาผู้ติดเชื้อและผู้ที่มีการใกล้ชิดผู้ป่วย ประเทศอุตสาหกรรมในเอเชียส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมการเดินทางอย่างเข้มงวดและมีมาตรการให้ประชาชนกักตัวเพื่อเฝ้าระวังการเข้ามาของผู้ติดเชื้อ ในวันที่ 29 มกราคม สิงคโปร์เริ่มออกกฎห้ามไม่ให้คนที่มาจากอู่ฮั่นเข้าประเทศ หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อถึง 10 คน มาตรการนี้มาหลังจากที่ไต้หวันและฮ่องกงออกกฎเดียวกันในไม่กี่วัน ประเทศจีนได้มีการสั่งปิดประเทศตัวเองจึงทำให้ผู้ที่ติดเชื้อเดินทางออกนอกประเทศลดลง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวันถือเป็นที่แรกๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับการระบาดรอบที่ 1  

ทว่าในเดือนเมษายน ผู้ที่เดินทางมาจากจีนเป็นหนึ่งใน 15 ประเทศแรกที่มีการนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดมากที่สุด นอกจากนั้นสิงคโปร์ยังได้เริ่มตรวจพบการนำเชื้อเข้ามาจากอินโดนีเซียและต่อด้วยมาเลเซีย ซึ่งคนจากทั้งสองประเทศนี้มีการเดินทางข้ามแดนมาสิงคโปร์อย่างมากมาย ถือว่าเป็นอันดับสามและสี่ของผู้ที่นำเชื้อเข้ามามากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นการระบาดรอบที่ 2 ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังหลังจากการเดินทางกลับมาของนักศึกษาต่างประเทศ นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากอเมริกาและยุโรป (อเมริกาและอังกฤษตอนนี้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศอันดับที่สองที่มีการแพร่เชื้อต่อ 3 ประเทศดังกล่าวมากที่สุด) ทั้งสามประเทศนี้มีการรับผู้นำเชื้อเข้ามาเผยแพร่ภายในประเทศมากถึง 8 เท่าของที่เคยได้รับมาจากอู่ฮั่นในเดือนมกราคม

ที่มา: New York Times

สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ใช้การตรวจแอนติบอดีย์ในซีรั่มเพื่อหาผู้ติดเชื้ออีกทั้งยังเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสืบหาที่มาของสถานที่และผู้คนที่ผู้ติดเชื้อมีโอกาสไปใกล้ชิด ด้วยเทคโนโลยีนี้เองทำให้ประเทศสิงคโปร์สามารถระบุกลุ่มของผู้ที่ติดเชื้อได้หลายกลุ่มจากผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สิงคโปร์ได้มุ่งมั่นที่จะหาผู้ติดเชื้อที่กลับมาจากเอเชียจนทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะสิงคโปร์ล่าช้าในการรับมือกับผู้ที่นำเชื้อเข้ามาจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากประเทศอังกฤษและอเมริกา หลังจากได้มีการค้นหาคนที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยอย่างจริงจัง จึงมีคำสั่งให้มีการกักตัวทันทีสำหรับผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศซึ่งเป็นเหล่านักเรียนที่ไปเรียนจากอังกฤษและอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการแสดงอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในที่สุด

ถึงแม้ว่าจะมีกฎการให้กักตัวที่เข้มงวดขึ้น แต่กลุ่มคนในท้องถิ่นก็ยังคงมีการทำผิดกฎ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหอพัก โรงเรียน โบสถ์ หรือสถานที่ก่อสร้าง การที่ผู้คนออกมาข้างนอกส่งผลให้ระดับ DORSCON เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีส้ม แสดงให้เห็นว่ามีการไม่ปฏิบัติตามเพื่อช่วยหยุดการระบาดนี้อย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาวิธีการตรวจแอนติบอดีย์ในซีรั่มในระดับนานาชาติแต่ประเทศในตะวันตกกลับไม่ได้ใช้วิธีนี้มากนัก ซึ่งวิธีนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะได้บอกว่าใครมีภูมิคุ้มกันต่อโรคซาร์ส ซึ่งหมายความว่าบุคคลเหล่านั้นอาจจะสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ และสามารถใช้ในการระบุคนที่สามารถจะทำงานในแนวหน้าได้อย่างปลอดภัย การผสมผสานกันระหว่างการตรวจสอบด้วย RT-PCR เพื่อค้นหาผู้ป่วยและการตรวจแอนติบอดีย์ในซีรั่มเพื่อตรวจในเรื่องของภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนานโยบายในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

การตรวจแอนติบอดีย์ในซีรั่มนั้นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการวิจัย และไม่ได้มีไว้สำหรับสิงคโปร์เท่านั้น การวิจัยชี้แนะว่าผู้ป่วยที่หายดีแล้วนั้นจะมีภูมิต้านทานมากกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่ได้มีการสรุปข้อเท็จจริงนี้อย่างแน่ชัด นอกจากนั้นในขณะนี้ยังมีเคสอีก 94 รายที่กำลังรอผลการตรวจสอบอยู่ซึ่งต้องใช้เวลา สิงคโปร์ได้พัฒนาวิธีการตรวจขึ้นมาสองแบบ หนึ่งคือตรวจสอบได้รวดเร็วถึง 90 เปอร์เซ็นต์และอีกแบบเป็นการตรวจ “ตามมาตรฐาน” ซึ่งต้องใช้เวลา 3 ถึง 5 วัน และยังต้องใช้เวลาในการสืบหาต้นตอของผู้ติดเชื้อที่เป็นไปได้อีก

ข้อจำกัดของการค้นหาผู้ป่วย

ไม่เหมือนกับฮ่องกงและมาเก๊า สิงคโปร์ไม่ได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนปิดหรือให้ประชาชนทำงานที่บ้าน โดยไม่นานมานี้ สิงคโปร์เลือกที่จะใช้การตรวจโรคและค้นหาผู้ป่วยเพื่อสู้กับ COVID-19 โดยที่ไม่คำนึงถึงการล็อคดาวน์ประเทศเหมือนกับไต้หวัน อย่างไรก็ตามสิงคโปร์มีผู้คนเดินทางเข้าประเทศมากกว่าฮ่องกงและไต้หวัน โดยมีผู้ติดเชื้อ 592 รายที่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลักฐานว่าสิงคโปร์อาจจะมองข้ามการแพร่กระจายไวรัสของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งการแพร่กระจายไวรัสในจีนของผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการนั้น เมื่อทำการคำนวณออกมาแล้วมากถึง 12.6 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สิงคโปร์คิดเป็น 6.4 เปอร์เซ็นต์

จากหลักฐานของผู้ป่วยเป็นร้อยๆ คนที่ติดเพิ่งติดเชื้อใหม่ในทุกวันที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการไม่ได้ถูกตรวจพบเมื่อเดินทางเข้าประเทศ และนำไปสู่การไม่ได้เฝ้าระวังของการแพร่เชื้อไวรัสและทำการยับยั้ง อัตราการระบาดของโรคที่สิงคโปร์ถูกประเมินไว้นั้นต่ำกว่า 1 ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่เชื้อจะแพร่ไปสู่คนอื่นเป็นไปได้ต่ำที่อาจจะใช้ได้กับเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ แต่ใช้ไม่ได้กับการระบาดรอบที่ 2 ที่เริ่มขึ้นในต้นเดือนมีนาคมนี้ ระดับของการติดเชื้อ R0 ที่ถูกประเมินไว้ต่ำกว่า 1 นั้นมาจากการค้นหาผู้ติดเชื้อและผู้ที่สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยที่ยังไม่มีมาตรการการล็อคดาวน์ การที่ไม่ได้คำนวณ R0 ภายใต้การล็อคดาวน์ทำให้การประเมินสูงขึ้นได้ในระดับ 3 หรือ 5 ซึ่งสูงกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล r_0 ของ 1.3

อีกปัจจัยนึงที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของความล่าช้า ระยะเวลาที่เชื้อจะฟักตัวอยู่ที่ 14 วัน ซึ่งอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นอีก 5 วัน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม จากสมมุติฐานผู้ป่วยที่มีอาการหนักจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล ในสัปดาห์ที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยจะหายดีได้เองหลังจาก 14 วัน และการเสียชีวิตจะใช้เวลาได้ถึง 1 เดือน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่นำเชื้อมาจากต่างประเทศอาจจะนำมาสู่การแพร่เชื้อภายในประเทศ และต้องใช้ระยะเวลาถึง 14 วันถึงจะพบ และใช้เวลาอีก 2 – 3 สัปดาห์ในการคำนวณสถิติจากโรงพยาบาลกว่าจะเห็นผลที่เพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้นการที่สิงคโปร์เห็นว่าการแพร่เชื้อของผู้ที่ยังไม่แสดงอาการเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย และการค้นหาผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอและช่วยให้ค่าระดับการติดเชื้อภายในประเทศต่ำ ซึ่งหมายความว่าสิงคโปร์ไม่ได้เห็นความสำคัญในการตรวจสอบแหล่งที่มาอื่นๆ ของเชื้อ และมาตรการปิดประเทศไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าในการตระหนักถึงแหล่งที่มาของเชื้อ และความล่าช้านี้เองที่ทำให้ผู้ที่ไม่แสดงอาการทำการแพร่เชื้อไปในช่วงเวลาอันเปราะบางจนรัฐบาลต้องสั่งปิดประเทศหลังจากที่มีคนติดเชื้อเป็นจำนวนมากแล้ว

สิงคโปร์และตัวจุดชนวนการตัดสินใจ

สิงคโปร์ได้พึ่งโมเดลของวิทยาลัยอิมพีเรียลเป็นหลักและนำตัวพลิกสถานการณ์มาใช้ช่วยตัดสินใจในการสร้างนโยบายต่างๆ การตรวจแอนติบอดีย์ในซีรั่มเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์ขึ้นมาเป็นผู้นำที่สามารถหาจำนวนของผู้ติดเชื้อได้ตามความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามมี 3 สิ่งที่สิงคโปร์ได้ละเลยในโมเดลของวิทยาลัยอิมพีเรียล นั่นก็คือการที่ไม่สั่งปิดโรงเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ และการอยู่กันอย่างแออัดและไม่ถูกสุขลักษณะของหอพักแรงงานต่างชาติ ซึ่งบริหารโดยเอกชนและไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐบาล

อ่าน: ทางเลือกการล็อคดาวน์ขั้นจริงจัง

โรงเรียนไม่ได้ถูกปิดจนถึงวันที่ 8 เมษายนเพราะว่าสิงคโปร์พึ่งเริ่มทำการปิดประเทศแบบ “มาตรการตัดวงจร” โมเดลของวิทยาอิมพีเรียลได้ให้คำแนะนำว่าหนึ่งในสามของการแพร่เชื้อเกิดขึ้นที่โรงเรียนและที่ทำงาน สิงคโปร์ไม่ได้ค้นหาผู้ติดเชื้อภายในประเทศอย่างจริงจังเท่ากับการค้นหาผู้ป่วยที่เดินทางเข้าประเทศ และอาจไม่ได้วางแผนการรับมือล่วงหน้าได้ดีเท่าฮ่องกงและมาเก๊า ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะได้รับการชื่นชมที่สามารถรับมือล่วงหน้ากับการตรวจหาผู้ติดเชื้อที่กลับมาจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปิดสถานที่ที่อาจจะมีการแพร่เชื้อได้ง่าย ถึงจะมีแค่บางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับเชื้อจากที่โรงเรียน แต่การเรียนออนไลน์หรือในระยะไกลสามารถเพิ่มโอกาสในการหยุดการแพร่ระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันบางวิจัยเผยว่าโรงเรียนไม่ได้เป็นสถานที่ที่มีโอกาสสูงในการติดเชื้อ และสิงคโปร์ไม่ได้มีเด็กและคนหนุ่มสาวมากขนาดนั้น อย่างไรก็ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ยังเป็นสถานที่ที่รวบรวมคนเป็นจำนวนมากที่ทำให้มีโอกาสในการได้รับเชื้อมากขึ้น

อย่างที่สองที่ได้รับการวิจารณ์คือการติดเชื้อที่หอพักแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นจุดสำคัญของการแพร่เชื้อ หอพักเหล่านี้มีอากาศถ่ายเทได้น้อย อยู่กันอย่างแออัด เป็นเตียง 2 ชั้นและต้องอยู่กันถึง 12 ถึง 20 คนภายในห้องเดียว สุขลักษณะของห้องน้ำที่แย่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ท่อประปาที่อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมเองก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุของการเพิ่มความเสี่ยงในการได้รับเชื้อ ทำให้ความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวที่ยากจนเป็นไปด้วยความอันตราย และการที่แรงงานต่างด้าวเป็นชนชั้นที่ถูกละเลย พวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการตรวจจนกระทั่งมันสายเกินไปจนการแพร่ระบาดได้เริ่มต้นขึ้น ตัวอย่างของ 2 หอพักที่สิงคโปร์ได้ถูกปิดโดยมีผู้ที่พักอยู่ 20,000 คนเนื่องจากการแพร่ระบาด และอีก 2 หอพักที่ต้องโดนแยกออกมาเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับผู้ติดเชื้ออีก 3 กลุ่มใหม่ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา

COVID 19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การแพร่ระบาดเชื้อในกลุ่มแรงงานต่างด้าวส่งผลให้มีการตั้งคำถามว่าสิงคโปร์จะเป็นอย่างไรหากมีการถดถอยของเศรษฐกิจ แม้ว่าสิงคโปร์จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากการเดินหน้าค้นหาผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อคนงานกลับมาแข็งแรงอีกครั้งจำนวนงานในตอนนั้นอาจจะลดลง หลังจากที่เศรษฐกิจตกลงไป 2.2 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก สิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคืองานการก่อสร้างและงานบริการซึ่งเป็นงานที่แพร่หลายในหมู่แรงงานต่างชาติ รัฐมนตรีต่างประเทศนายวิเวียน บาลาคริชนันได้มีการวางแผนสำหรับการเสื่อมถอยของเศรษฐกิจ มีการคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจอาจจะแย่ยิ่งกว่าช่วงโรคระบาดซาร์สในปี 2003 รัฐมนตรีอินดรานี ราจาร์ พูดเพิ่มเติมว่าตอนนี้ยังไม่มีต้นแบบหรือบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาที่จะช่วยคาดการณ์และชี้แนะแนวทางของการรับมือเศรษฐกิจที่แย่ลงในลักษณะนี้

เพื่อเตรียมรับมือด้านเศรษฐกิจ ประเทศสิงคโปร์ได้เตรียมเงิน 1.9 พันล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ไว้เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขยายการฝึกอบรมงาน และการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะได้เงินสนับสนุนอีกจากรัฐบาล นอกจากนั้นแผนการเงินดังกล่าวยังถูกแบ่งไปให้บุคคลที่มีอาชีพอิสระ และจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล และในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแผนเพิ่มเติมอาจจะหันมาช่วยเยียวยาแรงงานต่างชาติ ซึ่งเงินส่วนใหญ่ของแผนการเงินจะถูกเอาไปใช้เพื่อดูแลและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศสิงคโปร์ในด้านการเงิน วิชาการ และการเป็นจุดศูนย์กลางด้านโลจิสติก อีกทั้งร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะต่อกรกับเชื้อไวรัสอย่างเข้มงวด ในเดือนเมษายนนี้จะแสดงให้เห็นว่าภาคส่วนไหนของประเทศที่อยู่ในความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจาก “มาตรการตัดวงจร” นี้มีการสั่งปิดเฉพาะธุรกิจที่ไม่จำเป็นเท่านั้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.