รายงานสถานการณ์: ไทย

การระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2020 เป็นต้นมา การแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็ได้ส่งผลเสียเป็นอย่างมากต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยรวมมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 935,022 รายและมี 47,245 รายที่เสียชีวิต สถานการณ์ในประประเทศไทยก็กำลังแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากที่มีการรายงานเคสของผู้ป่วยรายแรกๆ เมื่อหลายเดือนที่แล้ว หลายจังหวัดในประเทศไทยได้เริ่มใช้มาตรการล็อคดาวน์แบบจริงจังหรือแบบทั่วไป นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 24 มีนาคมท่ามกลางความโกลาหลของการล็อคดาวน์ในระดับจังหวัดเอง เมื่อวันที่ 2 เมษายนได้มีการประกาศเคอร์ฟิวในระดับประเทศ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึง 4.00 น. โดยมีทหารและตำรวจเป็นผู้ควบคุมดูแล ใครที่ไม่ได้ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นในช่วงนี้หรือไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ควรอยู่ที่บ้าน

อ่าน: ทางเลือก การล็อคดาวน์แบบจริงจัง

เคส การตรวจสอบ และการคาดการณ์

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา มีเคสที่ได้รับการยืนยันในประเทศไทยว่าติดเชื้อโควิดแล้วจำนวน 2,258 ราย โดยที่ 824 คนได้รับการเยียวยาจนหายดี ส่วนอีก 1,407 คนกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และอีก 27 คนเสียชีวิต โดยตัวเลขที่แท้จริงของผู้ที่ติดเชื้อน่าจะมากกว่านี้อีก เช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่การทดสอบหาโรคยังไม่มากพอ เนื่องจากขาดห้องแล็บสำหรับใช้เป็นที่ตรวจสอบอย่างเพียงพอ ตัวเลขของเคสที่ได้รับการยืนยันนั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 11 วันที่ผ่านมา แต่การจะหาอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวที่ถูกต้องได้นั้น ต้องเพิ่มความสามารถในการตรวจหาโรค CMMID ไม่ได้พูดถึงโมเดลของประเทศไทยเอาไว้แต่คาดว่าอัตรา R0 น่าจะค่อนข้างสูง (อาจมากถึง 2.9) เหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

การคาดการณ์ค่า R0 ของประเทศมาเลเซียโดย CMMID
ยิ่งสูงยิ่งดี

อ่าน: คำอธิบาย: การทดสอบ COVID-19

ความสามารถในการทดสอบ PCR ในประเทศไทยคิดเป็น 353 ครั้งต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ประเทศไทยมีแล็บทั้งหมด 57 แห่งที่สามารถทำการตรวจสอบเพื่อหาโรคด้วยวิธี PCR ได้ นอกจากนี้ยังมีแล็บอีก 40 กว่าแห่งที่รอการรับรองก่อนการเปิดให้บริการ โปรเจ็ค “1 จังหวัด 1 แล็บ – รายงาน 24 ชั่วโมง” ถูกคิดขึ้นมา โดยรัฐบาลหวังว่าจะมีแล็บจากภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันทั้งหมด 110 แห่งที่ได้รับการรับรองในการดำเนินการทดสอบ PCR เป้าหมายคือทดสอบ 10,000 ครั้งต่อวันในพื้นที่กรุงเทพและบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งอีก 10,000 ครั้งจากต่างจังหวัด เมื่อแล็บทั้ง 57 แห่งได้รับการรับรองเพื่อใช้เป็นที่ตรวจสอบแล้ว ตั้งแต่ที่มีการระบาดของโรคจนถึงเมื่อวันที่ 4 เมษายน ประเทศไทยมีการทดสอบแล้วทั้งหมด 71,860 ตัวอย่างจากคนไข้ทั้งหมด 25,857 ราย โดยมีอัตราที่เป็น positive 9% และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน กว่าจะรู้ผลทดสอบ บ่อยครั้งที่ผู้คนต้องรอค่อนข้างนานกว่าจะได้รับการทดสอบ PCR เช่นเดียวกันกับประเทศฟิลิปปินส์ที่มีเคสในมือจำนวนมากที่กำลังรอการตรวจหาโรคอยู่

ยิ่งสูงยิ่งดี

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศของโลกอันดับต้นๆ ที่มีการยืนยันเคส COVID-19 นอกจากประเทศจีน แม้ว่าเคส COVID-19 ที่ได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการยังค่อนข้างต่ำ แต่หน่วยงานอื่นๆ ได้ตรวจสอบเคสที่ต้องสงสัยว่าเป็นโควิดอีกจำนวนมากในหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม Outbreak.Asiaได้โพสต์รายงานข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย พวกเขาได้คำนวณออกมาว่าถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อต่อสู้กับไวรัส ภายใน 30 วันข้างหน้า จะมีผู้คนมากถึง 351,792 ติดเชื้อ โดยมี 52,792 รายที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล และ 7,039 รายที่เสียชีวิต แต่ถ้าหากมีการล็อคดาวน์แบบมีประสิทธิผลภายในประเทศ จะสามารถช่วยลดจำนวนของผู้ติดเชื้อลงเป็น 24,269 รายและอัตราการเสียชีวิตจะลดลงเหลือ 485 ราย

จากรายงานเกี่ยวกับ COVID-19 ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม คณะกรรมการจาก “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (NHSO) ได้ออกมาให้ไฟเขียวเพื่อตอบโต้กับ COVID-19” ที่ได้รับความสนใจในระดับประเทศและครอบคลุมไปทั่วโลก NHSO ได้ตั้งงบประมาณหนึ่งพันล้านบาทสำหรับการทดสอบ COVID-19 พร้อมทั้งเตรียมไว้อีก 2.5 พันล้านบาท หากงบประมาณก้อนแรกไม่เพียงพอ 6.2 พันล้านบาทเป็นงบประมาณสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ต่อสู้กับไวรัส มากไปกว่านั้นประเทศไทยได้เข้าร่วม WHO ในระดับโลก “เพื่อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” หน่วยงานต่างๆ ได้ช่วยกันจัดการดูแลเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีเตียงในโรงพยาบาลอย่างเพียงพอสำหรับคนไข้ที่ติดเชื้อ และมั่นใจว่าตราบใดที่พวกเขายังสามารถรับผู้ป่วยในจำนวนที่น้อยกว่า 1,000 คนต่อวันเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ขั้นวิกฤติได้ เนื่องจากยังมีระบบที่ยังสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแรงได้อยู่ แต่ถ้าหากไม่มีการอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างทางสังคมที่เพียงพอก็อาจนำมาสู่ปัญหาที่ทุกคนกังวลได้

สัญญาณของเศรษฐกิจตกต่ำ

การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อไม่นานมานี้ เป็นการห้ามชาวต่างชาติที่ไม่ได้ทำงานด้านการทูตหรือมีใบอนุญาตในการทำงานอาศัยอยู่ภายในประเทศและทำการปิดชายแดนที่ติดกับประเทศพม่าและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การผลิต และเกษตรกรรมที่อยู่ในภาวะซบเซาอยู่แล้วแย่ลงไปอีก สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) ได้คำนวณว่าเหล่าสายการบินต่างๆ ต้องใช้เงินทุนของตัวเองมากถึง 61 พันล้านดอลลาร์ภายในเดือนมิถุนายน 2020 และขาดทุนประมาณ 39 พันล้านดอลลาร์ในรายไตรมาส ซึ่งต้นทุนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และต้องมีการชดใช้เป็นจำนวนมากนั่นก็คือ การคืนเงินให้กับลูกค้าสำหรับตั๋วเครื่องบินที่ถูกยกเลิก สายการบินทั้ง 7 แห่งในประเทศไทย (บางกอกแอร์เวย์, ไทยสมายล์, ไทยเวียดเจ็ทแอร์, ไทยแอร์เอเชียเอ็กส์, ไทยแอร์เอเชีย, ไทยไลอ้อนแอร์ และนกแอร์) ได้รายงานว่าต้องการเงินจำนวน 16 พันล้านบาทจากกระทรวงการคลังเพื่อค้ำจุนธุรกิจที่ล้มเหลวของตน สายการบินต่างๆ หวังว่าจะสามารถนำเงินไปจ่ายเงินกู้ระยะยาว เพิ่มสภาพคล่อง และใช้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ในช่วงนี้ การระบาดของโรคยังส่งผลกระทบต่อโรงแรม เจ้าของร้านค้าต่างๆ หากไม่มีการช่วยเหลือเกิดขึ้น พวกเขาอาจจะต้องสั่งปลดพนักงานในที่สุด

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินว่าจะมีการหดตัวของ GDP ประเทศ 5.3% ซึ่งรัฐบาลแก้ไขปัญหาด้วยการยืมเงินจำนวน 1 ล้านล้านบาทจาก 1.9 ล้านล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจประจำปี โดยประกอบไปด้วย

  • การชดเชยค่าน้ำและค่าไฟ 3% ในอีกหกเดือนข้างหน้า (คาดว่าต้องใช้เงินจำนวน 5.16 พันล้านบาท)
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วยเงินจำนวน 500 พันล้านบาทด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสำหรับเงินกู้
  • อนุญาตให้เลื่อนการชำระหนี้จากเงินกู้ที่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
  • 600 พันล้านบาท สำหรับช่วยเหลือทางด้านสุขภาพและการเงิน
  • ในส่วนของการช่วยเหลือทางด้านการเงิน มีการขยายการสนับสนุนเงิน 5,000 บาทต่อเดือนจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน สำหรับประเทศที่คาดว่ามีนายจ้างตัวเองและพนักงานที่ถูกปลดจากการระบาดของโรคกว่า 9 ล้านคน

เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของพันธบัตรรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ซื้อเป็นจำนวน 100 พันล้านบาทในช่วงวันที่ 13-20 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดเตรียมกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (CBSF) จำนวน 70-100 พันล้านบาทเพื่อลงทุนในพันธบัตรคุณภาพสูงโดยบริษัทเพื่อช่วยในการโยกย้ายหนี้ มากไปกว่านั้น กระทรวงการคลังได้ให้สัญญาว่าจะมีแผนที่มีประสิทธิผลอื่นๆ ออกมาอีกในเดือนเมษายนและกรกฎาคม

คนไทยหลายคนอยู่บ้านเพื่อเป็นวิธีในการอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างในสังคมที่กำหนดโดยรัฐบาล ทำให้เหล่าบริการจากร้านค้าออนไลน์และบริการขนส่งต่างๆ สามารถทำกำไรได้ พนักงานที่ทำงานส่งอาหารหลายคนรายงานว่ามีออเดอร์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหลังจากที่มีการระบาดของโรคเกิดขึ้น ส่วนบริการส่งอาหารก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าเป็นเพียงหนึ่งในอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่รายที่ได้รับประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโรค เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างการแพทย์ สุขภาพ, ประกัน, บริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งแพลตฟอร์มทางด้านเทคโนโลยีและดิจิตอลอื่นๆ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่มีการส่งออกข้าว โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การส่งออกข้าวของไทยดูเหมือนจะเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทและปัญหาภัยแล้งในช่วงปี 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก การระบาดของ COVID-19 เป็นตัวพลิกสถานการณ์ ทำให้ราคาข้าวนั้นขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่ปี 2013 เป็นประวัติการณ์ ทำให้เกิดการแข่งขันการส่งออกกับประเทศเวียดนามและอินเดีย แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม การระบาดของโรคอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่รายได้ของประเทศขึ้นอยู่กับการส่งออกข้าวได้ ไม่เหมือนกับภาคส่วนอื่นๆ อุตสาหกรรมด้านเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากช่วงเวลาที่มีการล็อคดาวน์ เนื่องจากมีช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวที่จำกัด หากคนงานเกิดป่วยหรือระบบโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ พร้อมทั้งผลกระทบจากฤดูกาลที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชพันธุ์ ทั้งหมดนี้อาจเป็นปัญหาต่อการเก็บเกี่ยวได้ และหากประเทศไทยเริ่มการกักตุนข้าวเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรับมือกับการระบาดของโรค คงมีหลายคนในภูมิภาคอื่นๆ ต้องอยู่ในภาวะหิวโหยได้

อ่าน: วิกฤติขาดแคลนอาหารในประเทศฟิลิปปินส์

นอกจากการประเมินผลทางด้านเศรษฐกิจและสุขภาพแล้ว ยังคงมีหวังที่จะสามารถลดความเสียหายจากการระบาดของโรคให้ได้มากที่สุด 70% ของคนไทยให้ความร่วมมือในการอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างทางสังคมที่กำหนดโดยรัฐบาล ตามแบบสำรวจล่าสุดโดยกรมสุขภาพจิตของประชาชนกว่า 26,000 คน ถ้าประชากร 80% สามารถอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างทางสังคมในช่วงที่มีการล็อคดาวน์ มีการคาดการณ์ไว้ว่าในวันที่ 15 เมษายนจะมีเคสทั้งหมด 7,745 ราย ด็อกเตอร์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิตได้กล่าวไว้ว่า “การอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างทางสังคมเป็นเครื่องมือทรงพลังที่เราสามารถใช้ต่อสู้กับ COVID-19 ได้และอาวุธนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ”

4 ความเห็นบน “รายงานสถานการณ์: ไทย”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.