เตรียมพร้อมก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้: เรียนรู้จากฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการแบบรุนแรงในการต่อสู้กับไวรัส ประชากรหลายล้านคนตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสับสนและความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์ที่มี มีความเห็นที่ไม่ตรงกันกับสิ่งที่ประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เตได้กล่าวว่าเป็น “การต่อสู้เพื่อการมีชีวิตรอดของเรา” ที่รู้ดีว่าจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่มีรายได้น้อยเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ที่การระบาดของโรคค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฟิลิปปินส์ ก่อให้เกิดปัญหาในโรงพยาบาลที่แออัดไปด้วยผู้คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อและผู้ติดเชื้อโควิด 19 แม้ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลก็ค่อนข้างยุ่งกับการดูแลผู้ป่วยเคสอื่นๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ทันทีที่รู้ว่าการกักตัวอยู่ที่บ้านอย่างเคร่งครัดนั้นได้ผล ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เตรียมมาตรการที่เข้มงวดกว่านั้นเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัส มีคนไข้เข้ามาในโรงพยาบาลมากขึ้น ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์เป็นร้อยต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน เนื่องจากโรงพยาบาลขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันที่เพียงพอ ทำให้ต้องออกมาปฏิเสธการรับเคสที่เกี่ยวข้องกับโควิด 19 เพิ่ม เพราะไม่มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ โรงพยาบาลสี่แห่งในเขตเมืองหลวงประกาศว่า ไม่สามารถรับคนไข้ที่ต้องสงสัยหรือได้รับการยืนยันว่าเป็นโควิดเพิ่มได้ นอกจากนี้ พวกเขาจะดูแลผู้ป่วยบางรายที่มีอยู่ที่ต้องการความดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างสุดความสามารถ

กรมอนามัยได้ออกมาแนะนำวิธีการแบ่งประเภทของคนที่มีโอกาสติดเชื้อออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือ กลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบ (Person Under Investigation, PUI) และกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ (Person Under Monitoring, PUM) เนื่องจากโควิด 19 นั้นแพร่กระจายได้ง่ายมาก การคัดแยกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมจะถูกกระทำโดยหน่วยการแพทย์ในระดับท้องถิ่นร่วมกันกับแผนการกักตัว ทั้งสองอย่างนี้จะถูกนำไปบังคับใช้อย่างเคร่งครัด

PUM คือคนที่มีประวัติในการเดินทางและหรือเคยมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีผลตรวจเป็นบวกมาก่อน พวกเขาควรจะกักตัวอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 14 วันที่บ้านหรือสถานที่สำหรับกักตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้ในแต่ละตำบล ขณะที่ PUI คือคนที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับ PUM แต่มีอาการของโควิดอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะมีอาการไม่สบายในระดับกลางหรือหนัก อย่างไรก็ตาม PUI จะถูกนำไปทดสอบหาโรคเมื่อแสดงอาการค่อนข้างรุนแรงแล้ว กรมอนามัยได้ทำออกมาเป็นภาพเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและสามารถเข้าถึงได้ออนไลน์สำหรับคำแนะนำในการคัดแยกผู้ป่วยที่ต้องสงสัยหรือเคสของโควิดที่ได้รับการยืนยันแล้ว

ตัวแทนจากโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันเพื่อทำข้อตกลงด้านการเงิน แรงงาน และความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งประกอบไปด้วย

  • ศูนย์ผู้ป่วยโรคปอดของฟิลิปปินส์
  • โรงพยาบาล Rodriguez ในทาลา คาลูกัน
  • มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ – โรงพยาบาลแห่งฟิลิปปินส์ (UP-PGH)

เนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โรงพยาบาลทั้งสามแห่งได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็นสถานที่สำหรับกักตัว PUI ที่มีความเสี่ยงสูงหากติดเชื้อ (คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปและมีการแสดงอาการป่วยร่วม) และ PUI ที่ต้องสงสัยในระดับปานกลางขึ้นไปว่าอาจจะติดเชื้อ การร้องขอได้รับความเห็นชอบจากวิทยาลัยการแพทย์ฟิลิปปินส์และวิทยาลัยศัลยแพทย์ฟิลิปปินส์เพื่อจุดประสงค์ในการจัดเตรียมโรงพยาบาลทั้งสามแห่งให้เป็นสถานที่สำหรับดูแลผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับโควิดได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเดินทางเพื่อการขนส่งและจัดสรรทรัพยากรนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

และอีกเหตุผลที่สำคัญมากที่สุดก็คือเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้คนไข้เดินทางเข้าออกท่ามกลางผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโควิด นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ท่านอื่นๆ จะสามารถดูแลผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโควิดแต่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดได้ดีขึ้นด้วย เช่นผู้ป่วยโรคหัวใจและสโตรกที่ต้องได้รับการผ่าตัดและดูแลอาการหลังการผ่าตัดต่อไป ทั้งนี้โรงพยาบาลภาครัฐก็ได้ออกมาช่วยเหลือด้วยการรับผู้ป่วยที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิดจากโรงพยาบาลทั้งสามแห่ง เพื่อให้พวกเขาได้ดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ได้ดีขึ้น

ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังคงอยู่ในกระบวนการรับคำแนะนำด้านเทคนิคและฟังประสบการณ์ในการดูแลของแพทย์จากทีมแพทย์ชาวจีนที่ถูกส่งให้มาช่วยเหลือ

ทดสอบ ทดสอบ และทดสอบ

อธิบดีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวซ้ำอยู่บ่อยครั้งว่าการทดสอบหาโรค การแยกตัว และการค้นหาคนที่เคยใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาของการระบาดของโควิด 19 ได้ โดยนอกจากวิธีที่กล่าวไปแล้ว ฟิลิปปินส์ควรจะเพิ่มความสามารถในการทดสอบหาโรคให้มากขึ้น WHO เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากของวิกฤตด้านสุขภาพทั่วโลก มีแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ระดับโลกที่มีประสบการณ์มากมาย พวกเขาได้ออกมาแนะนำให้มีการตรวจสอบหาโรคเคสต้องสงสัยเพราะเราไม่สามารถดับไฟที่กำลังลุกลามทั้งที่ยังปิดตาอยู่ได้

ถ้าไม่ให้ความสำคัญในการตรวจหาโรค ประเทศจะไม่สามารถรู้เลยว่ามีเคสใหม่เกิดขึ้นกี่รายแล้วบ้าง รวมทั้งผู้เสียชีวิตจากไวรัสด้วย PUI หลายรายเสียชีวิตทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการตรวจหาโรค ทำให้พวกเขาไม่ถูกบันทึกเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการให้รับรู้โดยทั่วกันว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากโควิด นอกจากนี้บริษัทประกันสุขภาพฟิลิปปินส์ (PhilHealth) จะแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับการทดสอบโควิด 19 ในโรงพยาบาลต่างๆ

#MassTestingNow

มีการเรียกร้องให้มีการตรวจหาโรคกับคนจำนวนมากจากชาวเน็ตด้วยแฮชแท็ก MassTestingNow เต็มไปหมดในโซเชียลมีเดีย หลังจากที่ได้ทำการศึกษาแล้ว กรมอนามัยได้เปลี่ยนนโยบายที่ใช้สำหรับตรวจหาโรคและรวมเคสของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการแสดงอาการป่วยเล็กน้อยไว้ในกลุ่มคน ‘ธงสีแดง’ ด้วย สมาคมแพทย์แห่งฟิลิปปินส์ได้รายงานว่ามีแพทย์ถึง 17 คนที่ติดเชื้อโควิด 19 แล้ว

ถ้าพวกเขาได้รับการทดสอบแล้วมีผลเป็นลบ พวกเขาสามารถกลับไปทำงานเนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน หลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ประเทศต้องการทดสอบหาโรคของผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด 19 ให้ได้มากขึ้น

ทำตามขั้นตอน วันต่อวัน

แม้ว่าแจ็คหม่าและมูลนิธิอะลีบาบาจะทำการบริจาคชุดสำหรับตรวจหาโรคกว่า 150,000 ชุดมาให้ ก็ยังคงมีจุดขัดข้องที่จำนวนของห้องแล็บในการใช้สำหรับตรวจนั้นไม่เพียงพอ สถาบันวิจัยด้านสุขภาพสำหรับเวชศาสตร์เขตร้อน (DOH–RITM) ได้กล่าวไว้ว่า แล็บสำหรับการวินิจฉัยระดับโมเลกุลจะต้องผ่านการประเมินและทดสอบทางเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การทดสอบ Polymerase chain reaction หรือ PCR นั้นมีความซับซ้อนขึ้นไปอีก

องค์ประกอบที่สำคัญด้านความปลอดภัยทางชีวภาพที่แล็บควรมี:

  • สิ่งอำนวยความสะดวกมีความปลอดภัยทางชีวภาพอยู่ในระดับ 2  
  • นักเทคนิคการแพทย์ในแล็บควรได้รับการฝึกฝนเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพและวิธีการตรวจ PCR
  • มีการสอบเทียบเครื่องมือวัดอย่างเหมาะสมด้วยเครื่องตรวจวัด
  • มีวิธีการตรวจสอบที่ดีและควรตรวจสอบคุณภาพของผลการตรวจที่ได้

ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น แล็บที่ยังไม่ได้รับการรับรองแปดแห่งกำลังอยู่ในเฟสของการทดสอบแบบเต็มกำลัง โดยเพิ่มจำนวนการทดสอบได้แล้วมากกว่า 1,000 ครั้งต่อวันและลดระยะเวลาในการรอผลจาก 7-10 วันเป็น 2-3 วันตั้งแต่ที่วันได้แซมเปิ้ลมาใช้ตรวจสอบ กรมอนามัยได้กำหนดให้แล็บอื่นๆ ทำการทดสอบเพื่อหาโรคให้เร็วขึ้นสำหรับการตรวจสอบ PUI และ PUM เป็นจำนวนมากด้วย

การคุกคามความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์

แม้บุคลากรทางการแพทย์ต้องอยู่ในความเสี่ยงในชีวิตประจำวันอยู่ทุกวันเพื่อช่วยเหลือชีวิตของผู้อื่น ก็ยังมีประชากรที่ใจแคบบางคนกลับเลือกปฏิบัติต่อพวกเขา บางคนถูกห้ามไม่ให้กลับบ้านเนื่องจากกลัวว่าจะแพร่เชื้อให้กับเพื่อนบ้าน มีพยาบาลที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักบนถนนขณะที่เธอกำลังเดินทางกลับบ้าน อธิบดีของ WHO ได้กล่าวไว้ว่า แม้เราจะทำทุกอย่างถูกต้องแต่ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับการปกป้องบุคลากรทางการแพทย์เป็นอันดับต้นๆ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์เพื่อใช้ป้องกันตัว พวกเขาอาจได้รับไวรัสและป่วยได้ เพราะถ้าขาดพวกเขาไปก็จะขาดคนดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละจะเป็นอันตรายจริงๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

มาตรการที่มีประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ได้เลย

ด็อกเตอร์ Rafael R. Castillo ผู้เป็นคอลัมนิสต์ของ Inquirer.net ให้คำแนะนำไว้ว่าเราจะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างไรบ้างดังต่อไปนี้

  • จัดให้มีแพทย์และแพทย์อาสาสมัครในขั้นแรกในการประเมินขั้นต้นของผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย โดยการติดตามผลจะเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางแพทย์ของแต่ละตำบล และใช้โทรศัพท์ในการติดต่อเพื่อลดโอกาสในการใกล้ชิดกันลง
  • ประธานาธิบดีดูแตร์เตสามารถใช้อำนาจที่มีในการโน้มน้าวให้ Telcos ยกเว้นค่าธรรมเนียมโทรศัพท์ในช่วงวิกฤตนี้
  • อนุญาตให้มีการกำหนดใบสั่งยาและการปรึกษาทางโทรศัพท์กับแพทย์อาสาสมัครและเภสัชกร
  • อุตสาหกรรมการผลิตควรมุ่งเน้นการผลิตชุดตรวจโรค อุปกรณ์สำหรับป้องกันตัวของบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเครื่องช่วยหายใจ

ข้อควรปฏิบัติ

ในขณะที่ประเทศกำลังควบคุมการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ระบบในการคัดแยกผู้ป่วยที่มีประสิทธิผลก็จะช่วยได้มากถ้าสถานพยาบาลหน่วยเล็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือศูนย์ช่วยเหลือหลักอีกทางด้วย โรงพยาบาลในระดับสองและสามของตำบลกำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างดีที่สุด ในการประเมินคนไข้ตามการแสดงอาการก่อนที่ระบบสาธารณสุขจะถึงจุดที่เกินกำลัง อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า โรงพยาบาลสามแห่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ และโรงพยาบาลที่ได้รับการอนุมัติจากกรมอนามัยใยระดับจังหวัดได้ถูกจัดเตรียมเพื่อแบ่งสันปันส่วนในพื้นที่ หากไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ การจัดการเรื่องทรัพยากรและการขนส่งอาจเป็นเรื่องยากในภายหลัง สิ่งที่เมืองอู่ฮั่นได้เผชิญเป็นประสบการณ์ก่อนหน้าทำให้ประเทศอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติตามเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ การทำตามกฎเกณฑ์และคำแนะนำที่มีทำให้พวกเขาก้าวนำประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ในการต่อสู้กับไวรัสที่ดูเหมือนว่าจะก้าวนำเราอยู่เสมอ

สถานการณ์ในระดับจังหวัด

  • จังหวัดคาบีเต – Remulla ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะออกโปรแกรมการตรวจเร็วๆ นี้ที่สามารถหาเครื่องอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมในการใช้งานและได้รับมาตรฐานจากองค์การอนามัย RITM
  • จังหวัดตาร์ลัก – Susan Yap ได้ขอให้อาสาสมัครที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการแพทย์ ออกมาช่วยดูแลสถานที่ที่ใช้ในการกักตัวคนในแต่ละเทศบาล
  • เขตบีโคล – ศูนย์การแพทย์สำหรับการพัฒนา (DOH-CHD) ได้ให้รถพยาบาลกับหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น (LGU) และโรงพยาบาลเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาอีกทางหนึ่ง
  • รัฐบังซาโมโร – กระทรวงสาธารณสุข (MOH) กำลังจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับโควิด 19 โดยเฉพาะ
  • เมืองคากายันเดโอโร – รัฐบาลในท้องถิ่นกำลังจัดเตรียมสถานที่ราชการ ที่อาจถูกเปลี่ยนไปเป็นสถานที่สำหรับกักตัวชั่วคราวให้กับประชาชน
  • จังหวัดคันลูรังเนโกรส – ด็อกเตอร์ Julius Drilon ผู้ดูแลโรงพยาบาล Corazon Locsin Montelibano Memorial Regional (CLMMRH) ในเมืองบาโคลอดได้กล่าวว่า เขากำลังสับสนกับการตอบสนองของรัฐบาลที่มีต่อความต้องการของแต่ละจังหวัดและพวกเขาไม่สามารถรอดพ้นจากวิกฤตได้เพราะเงินบริจาคเพียงเท่านั้น
  • จังหวัดปังกาซีนัน – ศูนย์การแพทย์ของภูมิภาค (RIMC) ที่ตั้งอยู่ในเมืองดากูพันยังสามารถพ้นวิกฤตได้ด้วยการสนับสนุนและเงินบริจาคของประชากร ธุรกิจ และองค์กรเอกชนในขณะที่กำลังรออุปกรณ์ทางการแพทย์จาก DOH อยู่
  • จังหวัดเบงเก็ต – บุคลากรทางการแพทย์ในเมืองลา ตรินิแดดและเมืองบาเกียวที่อยู่ใกล้เคียง ได้เริ่มทำหน้ากากป้องกันใบหน้าด้วยอุปกรณ์รีไซเคิลที่มีอยู่เนื่องจากที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.