รายงานสถานการณ์ 2: ฟิลิปปินส์

เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วตั้งแต่ที่มีการให้ประชาชนกักตัว ทุกคนในลูซอนซึ่งเป็นที่ๆ กรุงมนิลาตั้งอยู่ต้องอยู่บ้าน ยกเว้นสำหรับบางคนที่เป็นพนักงานบริษัทและต้องออกไปทำงานที่สถานที่ๆ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้อยู่ตามกฎหมาย เช่น ราชการ บุคลากรทางการแพทย์ นักข่าว และคนที่อยู่บ้านต้องออกมาซื้อของที่จำเป็นต่างๆ การดำเนินการของขนส่งสาธารณะก็ถูกระงับไว้เป็นการชั่วคราว

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรายงานของเราเกี่ยวกับวิกฤตด้านความมั่นคงของอาหารในประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้พูดถึงเหตุการณ์และปัญหาจากการล็อคดาวน์

เคส, การทดสอบ, และการคาดการณ์

เมื่อวันที่ 6 เมษายน มีเคสของผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการยืนยันแล้วทั้งหมด 3,246 รายและ 51 รายได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว การยืนยันจำนวนของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้ลดลงมาเป็นเวลาประมาณ 3.5 – 4.5 วันแล้ว แต่ยังเป็นสิ่งที่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากฟิลิปปินส์มีอัตราในการตรวจสอบหาโรคที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศจากทั่วโลก จุดติดขัดที่มีก็คือยังมีแล็บที่ยังไม่ได้รับการรับรองว่าสามารถที่จะดำเนินการทดสอบ PCR ในตัวจัดลำดับ RNA ซึ่งจุดติดขัดโดยสรุปแล้วก็คือทั้งเรื่องของภูมิศาสตร์และความสามารถในการทดสอบที่เพียงพอ

ยิ่งน้อยยิ่งดี

หากพูดกันในเรื่องของความพร้อม สถาบันโรคเมืองร้อน (RIMI) ได้ดำเนินการเรื่องการตรวจสอบหาโรค 900 – 1,000 ครั้งต่อวัน ในขณะที่อีก 6 แล็บที่เหลือดำเนินการเรื่องการทดสอบอยู่ที่ 100-200 ต่อวัน รัฐบาลคาดไว้ว่าจะขยายความสามารถในการตรวจสอบให้ได้ 3,000 ครั้งต่อวัน ภายในวันที่ 16 มีนาคม มี 14 แล็บที่มีความพร้อมในการตรวจสอบในอัตราระดับขั้นที่ 1 และ 18 โดยสิ่งที่ยากคือเรื่องของภูมิศาสตร์ เนื่องจากแล็บส่วนใหญ่อยู่ในกรุงมนิลาและรอบๆ เมืองก็คือในเมืองเซบูและเมืองดาเวาเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาต่อการขนส่งอาหารในช่วงที่มีการกักตัวของประชาชนด้วย ซึ่งเราคาดไว้ว่าการส่งของภายในประเทศด้วยเรือน่าจะเป็นไปได้ยากที่จะเป็นไปอย่างรวดเร็วตามความต้องการ

มีเครื่องมืออยู่สองสามอย่างที่ฟิลิปปินส์สามารถใช้เป็นตัววัดได้ว่าจริงๆ แล้วฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีอัตราของผู้ติดเชื้อต่อผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 0.9% และใช้เวลาประมาณ 27 วันตั้งแต่วันที่ได้รับเชื้อจนถึงวันที่เสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม มีผู้ติดเชื้อในฟิลิปปินส์แล้วมากถึง 17,000 ราย นี่คือเป็นสถิติทางวิทยาการระบาดคร่าวๆ ซึ่งตอนนี้มีการประเมินออกมาแล้ว 5 แบบ โดยส่วนใหญ่มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 250,000 รายในเขต NCR แต่จุดสูงสุดจะอยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายน ส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ไว้อีกว่าการกักตัวระดับประเทศที่ทำอยู่ไม่ได้ทำให้ค่า R0 ลดลงน้อยกว่า 1 เหมือนการล็อคดาวน์ในประเทศจีน มีการคาดการณ์ไว้แบบกว้างๆ ว่า R0 จะอยู่ที่ประมาณ 2.4 โดยที่ ECQ ลดลง 55% เหลือ 1.4

หากเป็นไปตามสมมุติฐานและความสามารถในการทดสอบดังกล่าว จะใช้เวลา 83 วันในการยืนยันผลตรวจที่เป็นบวกขึ้นอีกเป็นสามเท่า สิ่งนี้เป็นดั่งสัญญาณเตือนเนื่องจากการคาดการณ์เหล่านี้เกิดจากการมองที่เมืองมนิลาและเขต NCR เท่านั้น การคาดการณ์เดียวที่มองแบบทั่วประเทศมาจาก UP Los Banos ที่ได้ตั้ง R0 ไว้ที่ 3.3 ถึง 3.5 การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ได้ประเมินว่าก่อนการล็อคดาวน์ R0 ในอู่ฮั่นมีค่า 3.7 พวกเขาได้ประเมินว่า COVID-19 จะแพร่ระบาดไปยังจังหวัดอื่นๆ จนกระทั่งถึงขั้นภูมิคุ้มกันระดับชุมชน (ติดเชื้อ 70%) ในช่วงเดือนกันยายนหรือสิงหาคม นี่จะกลายเป็นหายนะสำหรับในหลายๆ จังหวัดในฟิลิปปินส์ที่มีเครื่องช่วงหายใจเพียงหนึ่งหรือสองในการรองรับผู้ป่วยเท่านั้น

การต่อสู้กับ ECQ

อย่างไรก็ตามจากการกำหนดระเบียบการที่เกี่ยวข้องกับการกักตัวในระดับชุมชนที่มากขึ้น หลายครอบครัวในฟิลิปปินส์กำลังต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ พวกเขารู้สึกกดดันจากการต้องหาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดการสนับสนุนและออกมาตรการพัฒนาสังคม ประธานาธิบดีดูแตร์เตได้ประกาศทางทีวีในช่วงค่ำเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ₱200 พันล้าน ($ 3.9 พันล้าน) เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ชาวนา และชาวประมง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2020 รัฐบาลได้พิสูจน์กับ JMC ด้วยข้อแนะนำพิเศษเกี่ยวกับเงินสำรองของโปรแกรมการช่วยเหลือสังคม JMC ได้ให้ความช่วยเหลือตามบทบัญญัติและกฎต่างๆ ท่ามกลาง DSWD, DOLE, DTI, DA, DOF, DBM และ DILG เพื่อร่วมมือและประสานโปรแกรมการช่วยเหลือสังคมหลายๆ โปรแกรมที่มีเข้าด้วยกันเพื่อบรรเทาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากปัญหาของ COVID-19 และการต้องกักตัวของคนในสังคม นี่เป็นการให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความมั่นคงของอาหาร ความหิวโหย การขาดรายได้อย่างเฉียบพลัน และการว่างงานเพื่อเป็นการประกันความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนฟิลิปปินส์

Bayanihan to Heal As One เป็นกฎหมายที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้แต่ละครอบครัวสามารถขอรับเงินสดจำนวน ₱5,000 จนถึง ₱8,000 ($98 ถึง $158) โดยเป็นไปตามอัตราของรายได้ขั้นต่ำของแต่ละภูมิภาคสำหรับเป็นค่าอาหาร ค่ายา และของใช้ในชีวิตประจำวัน RA 11469 ได้กล่าวไว้ว่าโปรแกรมให้เงินสนับสนุนฉุกเฉิน (ESP) นี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาสองเดือนคือเมษายนและพฤษภาคม 2020 โปรแกรมให้เงินสนับสนุนฉุกเฉินจะทำการแจกจ่ายผ่านโปรแกรมใดๆ ที่แจกแจงในมาตรา 7 ตราบใดที่จำนวนโดยรวมจากโปรแกรมช่วยเหลือสังคมมากมายไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน JMC นี้ จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้คนต่างให้ความสงสัยว่านี่อาจเป็นการทุจริตเนื่องจากความล่าช้าแบบรัฐบาล

รายงานด่วน: Mga residente ng Sitio San Roque na nag-rally dahil sa umano’y kakulangan ng relief packs sa QC, pinag-aaresto na ng QCPD | via @dzrh5 Val Gonzales #DZRHat80 #COVID19Alert pic.twitter.com/kIdPZlalz8

— DZRH NEWS (@dzrhnews) 1 เมษายน 2020

เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีคนออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน เนื่องจากต้องการความช่วยเหลือ มีวิดีโอของเมืองเกซอนว่าตำรวจได้จับตัวคนประท้วงอย่างรุนแรงกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ การที่ได้เห็นว่าผู้คนที่หิวโหยที่จับตัวไปด้วยความรุนแรงนั้น ทำให้คนฟิลิปปินส์ที่คิดว่าการจับกุมตัวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารในมนิลาได้แสดงความโกรธเคืองกับสิ่งที่เกิดขึ้น คืนนั้น ประธานาธิบดีดูแตร์เตได้ออกมาเตือนว่าใครที่ออกมาสร้างความวุ่นวายจะต้องทนทุกข์ทรมานไปกับผลที่ตามมาในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ เนื่องจากประเทศกำลังอยู่ภายใต้ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” ประธานาธิบดีได้รวมพลังเพื่อต่อสู่กับ COVID-19 ซึ่งข้อกฎหมายใหม่นี้ ดูแตร์เตได้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณประเทศของปี 2020 ใหม่เพื่อรับมือกับ COVID-19

มูลค่า 5 ล้านเปโซสำหรับใช้ซื้ออุปกรณ์ไว้ปกป้องตัวเองรวมทั้งเวชภัณฑ์ถูกกล่าวหาว่าถูกยึดโดยกรมศุลกากรจากบินอนโด ซึ่งจะถูกริบและบริจาคให้กับโรงพยาบาลในฟิลิปปินส์ที่ที่ๆ ต้องการความช่วยเหลือ ประกอบไปด้วยหน้ากาก ถุงมือ ที่ป้องกันตา แอลกอฮอล์ เครื่องสแกนอุณหภูมิ หลอดทดลอง และหลอดดูดยา วินเซนต์ ฟิลิป มาโรนิลา ผู้บัญชาการศุลกากรกล่าวว่าเขากำลังผลักดันบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ เพื่ออนุญาต BOC ในการได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่จะสามารถช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ได้เร็วขึ้น เนื่องจากตอนนี้บุคคลที่ทำงานเพื่อต่อสู้กับไวรัสในแนวหน้ายังคงขาด PPE

ข่าวนอกเหนือจากนั้นก็คือ LGUs กำลังกระตุ้นให้ DSWD ให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม งบประมาณของ LGUs ใกล้จะหมดแล้ว ผู้คนกำลังพยายามผลักดันให้ LGU และ DSWD ทำงานในการสนับสนุนด้านสวัสดิการสังคมให้กับคนฟิลิปปินส์ให้ดีที่สุด เศรษฐกิจในฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบก่อนหน้าตั้งแต่ก่อนที่จะมีการติดเชื้อของโรคเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ในขณะที่เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมา การระบาดของโรคกลับทำให้เศรษฐกิจต้องสะดุดและทำให้พนักงานไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากธุรกิจไม่สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นปกติจากผลกระทบของ COVID-19

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.