รายงานสถานการณ์: อินโดนีเซีย

ไม่ได้มีการประกาศเคสผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 รายแรกในอินโดนีเซียจนกระทั่งวันที่ 2 มีนาคม 2020 จากนั้นมา ตัวเลขอย่างเป็นทางการก็ได้สูงขึ้นอีกเรื่อยๆ จนเป็น 1,980 รายที่รับการตรวจสอบแล้วได้ผลเป็นบวกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2020 กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 181 รายในวันเดียวกัน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอันดับสองของประเทศที่มีอัตราผู้เสียชีวิต (9%) มากที่สุดในเอเชีย การรับมือที่ค่อนข้างช้า การรายงานตัวเลขของผู้ป่วยที่น้อย และตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่สูง อาจมีสาเหตุมาจากขาดการตรวจสอบเพื่อหาโรคที่เพียงพอ และการตอบสนองในประเทศที่ช้า

สำนักข่าวกรองกลางของอินโดนีเซียได้คาดเดาไว้ว่า ภายในเดือนกรกฎาคม 2020 ตัวเลขของผู้ติดเชื้ออาจมากถึง 106,287 รายและมหาวิทยาลัยด้านสาธารณสุขของอินโดนีเซียได้คาดเดาไว้ที่ประมาณ 500,000 และ 2.5 ล้านรายเป็นตัวเลขของจำนวนของผู้ติดเชื้อ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล แน่นอนว่าข้อมูลที่ถูกต้องนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการตรวจหาโรคของประชากรว่าทำได้รวดเร็วแค่ไหน หลังจากที่ได้รับชุดตรวจแบบด่วนมาจากประเทศจีนหลายร้อยชุดในช่วงกลางเดือนและปลายเดือนมีนาคม (รวมเวลา 1 อาทิตย์จากความล่าช้าแบบราชการแล้ว) อินโดนีเซียเริ่มการทดสอบหาโรคในกรุงจาการ์ตา, ชวาตะวันตก และบันเติน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการยืนยันเคสของผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุด และส่งผลให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยมีการตรวจเพื่อหาโรครวมทั้งสิ้นเพียง 7,621 ครั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2020

การรับมือของรัฐบาลค่อนข้างช้าและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการที่มุ่งเน้นถึงเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคาดเดาว่าการแพร่ระบาดของโรคจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้ถดถอยลงเกินครึ่ง โดยมีอัตราการเติบโตที่น้อยกว่า 2.3% เปรียบเทียบกับ 5% ที่มีการประเมินไว้ก่อนการเกิดการระบาดของโรค

ประธานาธิบดีโจโค วิโดโดไม่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจนกระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2020 และแนะนำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันแบบมีระยะห่างในสังคม และแนะนำให้ผู้นำของแต่ละจังหวัดและท้องถิ่นไม่ออกกฎแยกเป็นของตัวเอง รวมทั้งการล็อคดาวน์พื้นที่ด้วย ประธานาธิบดีออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการจากกฎหมาย 6/2018 ที่เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่เป็นมาตรการควบคุมกิจกรรมในที่สาธารณะและการรวมตัวกัน แต่การนำไปใช้และประสิทธิผลยังคงไม่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลกลางตอบสนองช้ามาก ทำให้รัฐและคณะปกครองในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศเริ่มออกกฎข้อห้ามในท้องถิ่นขึ้นมาในช่วงต้นเดือนและกลางเดือนมีนาคม เช่น คณะปกครองของแต่ละจังหวัดในฝั่งตะวันตกได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเนื่องจากจังหวัดอื่นๆ ไม่มีการรายงานของผู้ติดเชื้อและดำเนินธุรกิจในพื้นที่ได้ตามปกติ ผู้ว่าราชการของจาการ์ตาได้แนะนำให้ประธานาธิบดีวิโดโดในช่วงต้นเดือนมีนาคมให้กำหนดการล็อคดาวน์ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่กระทำได้ นอกจากนี้หลายคนได้ออกมาร้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกมารับผิดชอบด้วยการออกจากตำแหน่งเนื่องจากการปฏิบัติงานที่ไม่ตอบสนองต่อปัญหาด้านสุขภาพของประเทศให้จริงจังกว่านี้

ก่อนที่จะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขขึ้น นโยบายแห่งชาติได้ถูกประกาศเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2020 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020 ซึ่งเป็นการทำตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หน่วยงานของอินโดนีเซียได้ออกมาแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่มีความจำเป็น ทำการสอดส่องดูแลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ และจำกัดไม่ให้ใครที่มีประวัติการเดินทางจาก 7 ประเทศใน 14 วันที่ผ่านมาเดินทางเข้าประเทศ ทว่าหนึ่งในเจ็ดประเทศดังกล่าวกลับไม่มีชื่อของประเทศจีน

เพื่อเพิ่มความสามารถของการแพทย์ในการรับมือได้ดีขึ้น รัฐบาลได้จัดเตรียมงบประมาณ IDR 400 ล้านล้าน (USD 24.4 พันล้าน) เพื่อใช้สำหรับการนำเข้าชุดตรวจสอบและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งยาต่างๆ เช่น อาวีแกนและคลอโรควิน นอกจากนี้ยังใช้สำหรับปกป้องและสนับสนุนด้านการเงินสำหรับแพทย์และผู้ช่วยที่ต้องทำการโดยตรงกับผู้ป่วย COVID-19 อีกด้วย หมู่บ้านนักกีฬากลางกรุงจาการ์ตาได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงพยาบาลฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงโรงพยาบาล Pertamina Jaya ในจาการ์ตาเช่นกันที่ถูกกลายร่างให้เป็นสถานพยาบาลแบบชั่วคราวเป็นพิเศษเพื่อการรักษา COVID-19 โดยเฉพาะ โรงพยาบาลฉุกเฉินในเกาะกาลัง เมืองเกาะลีเยา ก็ได้ถูกสร้างและเตรียมไว้สำหรับดูแลผู้อพยพชาวอินโดนีเซียที่เดินทางกลับบ้านมาจากประเทศมาเลเซีย

มาตรการเหล่านี้ยังถือว่าน้อยเกินไปและช้าเกินไปสำหรับประเทศอินโดนีเซีย และยังไม่มีใครรู้ว่าไวรัสได้แพร่กระจายไปมากน้อยแค่ไหนแล้วกันแน่ ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดเช่นนี้ Outbreak Asia อยากให้ข้อแนะนำดังต่อไปนี้

นโยบายแนะนำ:

  1. บังคับใช้นโยบายระดับชาติที่จริงจังกว่านี้ เช่น การล็อคดาวน์ การกักตัว และจัดการด้านสาธารณสุขให้ดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ร่วมมือกับคณะปกครองในท้องถิ่นในการบังคับใช้นโยบายนี้
  2. ห้ามไม้ให้มีการรวมตัวกันเป็นหมู่มากอย่างเป็นทางการ เช่น การรวมตัวกันทางศาสนา
  3. ห้ามไม้ให้มีการเดินทางระหว่างเมืองและการเดินทางจากต่างประเทศด้วย
  4. กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศสำหรับประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นเวลา 14 วัน
  5. เพิ่มจำนวนการตรวจเพื่อหาโรคภายในประเทศอย่างทั่วถึงโดยใช้ชุดตรวจสอบแบบด่วนเพื่อค้นหาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 อนุมัติให้มีการจัดตั้งแล็บสำหรับตรวจสอบ PCR และเพิ่มการตรวจ PCR ในจาการ์ตา
  6. จัดสรรงบประมาณเพิ่มสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการแพทย์ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และสนับสนุนภาคต่างๆ ในประเทศนอกเหนือจาก 3 เมืองที่ได้รับการดูแลและมีการตรวจสอบผู้ป่วยอยู่
  7. จัดให้มีการดูแลเขตแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสและทำตามข้อตกลงของรัฐมนตรีการคลังของกลุ่มประเทศอาเซียนที่ถูกปรับใช้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2020 ในเวียดนาม
  8. จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับประชากรที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนด้านการเงินเป็นเงินก้อน เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.