คำอธิบาย: การทดสอบ COVID-19

การทดสอบ COVID-19 เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัส เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลและบุคลากรทางการแพทย์ได้ทำความเข้าใจ เมื่อทราบถึงจำนวนของผู้ติดเชื้อและระดับของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ชุมชน ว่ามากน้อยไปถึงไหนแล้ว ยิ่งมีการทดสอบที่มากขึ้นก็เป็นอีกนโยบายที่ส่งผลดีต่อคนในประเทศได้อย่างครอบคลุม การทดสอบ COVID-19 นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันดังนี้

วิธีที่เคยใช้ในการทดสอบไวรัส SARS-CoV-2 สำหรับคนไข้ COVID-10 มาก่อนที่ใช้กันส่วนใหญ่คือการทดสอบปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบย้อนกลับ (RT-PCR) ซึ่งการทดสอบ RT-PCR เป็นการใช้ตัวอย่างจากจมูกหรือลำคอมาใช้ในการทดสอบ ในประเทศฟิลิปปินส์ แล็บที่ได้รับการอนุมัติที่สามารถส่งตัวอย่างไปทดสอบได้นั้น มีจำนวนจำกัดมากกว่าการอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบ การทดสอบ RT-PCR มีหลายขั้นตอนที่สามารถตรวจเจออาร์เอ็นเอไวรัสได้ โดยผล positive ที่แสดงได้อย่างถูกต้องนั้นมีมากถึง 71%

การทดสอบภูมิคุ้มกันในน้ำเหลือง (Serological test) เพิ่งเป็นการทดสอบแบบใหม่ที่เพิ่งมีโดยเป็นการตรวจอิมมิวโนเอสเสย์เพื่อหาแอนติบอดีหรือแอนติเจนของไวรัสจากตัวอย่าง เมื่อเทียบกันแล้วการตรวจอแบบอิมมิวโนเอสเสย์นั้นรู้ผลเร็วกว่าการตรวจแบบ RT-PCR (ภายใน 15 นาที) การทดสอบเหล่านี้ค่อนข้างทำได้ง่านแต่ก็มีโอกาสที่ได้ผลออกมาเป็น negative แบบผิดๆ ได้จากการทดสอบที่รวดเร็วเกินไป องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) แนะนำให้ทดสอบแอนติบอดีทางวิทยาน้ำเหลือง (serologica antibodyl test) ไม่ช้าไปกว่าห้าวันหลังจากผู้ที่รับตรวจมีอาการแรกเริ่มที่น่าสงสัยซึ่งเป็นช่วงเวลาโดยทั่วไปของผู้ป่วย COVID19 มีการผลิตแอนติบอดีที่อยู่ในระดับที่ตรวจพบได้ ในขณะที่การทดสอบ PCR สามารถรู้ได้ว่าผู้ป่วยมีไวรัส COVID-19 หรือไม่เมื่อต้องทำการทดสอบหรือการทดสอบทางวิทยาน้ำเหลืองที่สามารถรู้ได้ว่ามีใครเคยมีไวรัส COVID-19 มาก่อนบ้าง

ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (CDC) มีนโยบายออกมาว่าการทดสอบแอนติบอดีนั้นไม่ควรเป็นวิธีทดสอบที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค COVID-19 แต่อย่างไรก็ตามในหลายๆที่ที่มีการล็อคดาวน์อย่างจริงจังได้มีการส่งตัวอย่างเพื่อการทดสอบ PCR ไปยังแล็บต่างๆ ที่ค่อนข้างเป็นอุปสรรคตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าแล็บเหล่านั้นมีจำนวนค่อนข้างจำกัดและอยู่ไกล เลยดูเหมือนว่าการทดสอบแอนติบอดี (อย่างถูกวิธี) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและได้ผลที่ถูกต้อง อาจเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ในความเป็นจริงที่สุดในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิธีสุดท้ายที่เราจะพูดถึงก็คือการทดสอบวินิจฉัย COVID-19 ในคนไข้ด้วยวิธี CT สแกน นักฟิสิกส์ในเมืองอู่ฮั่นเป็นคนค้นพบว่า CT นั้นมีความไวต่อการค้นหาการติดเชื้อ COVID-19 มากถึง 98% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า CT สแกนนั้นมีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคเป็นอย่างมาก แต่การจะใช้ CT สแกนในการทดสอบได้นั้นต้องมีอุปกรณ์พิเศษและพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ร่างกายของคนไข้จะต้องอยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการทำ CT สแกนด้วย ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้อาจมีข้อจำกัดในการใช้เป็นวิธีการทดสอบที่แพร่หลายได้

CT สแกน COVID-19

ในหลายๆ รัฐบาล กำลังประสบกับปัญหาในการค้นหาแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์ในการใช้ทดสอบ และหวังว่าจะสามารถเพิ่มความพร้อมในการตรวจสอบหาโรคได้เพิ่มมากขึ้นจากการบริจาคเงินและซื้ออุปกรณ์มาจากประเทศจีน เจ้าหน้าที่ที่ดูแลต้องจัดการอย่างสมดุลโดยเริ่มในส่วนที่มีความจำเป็นมากที่สุดก่อนคือ ความพร้อมทางชุดเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบโรค และความพร้อมทางด้านสถานที่ในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ เมื่อมีแผนการพัฒนาในการใช้งานอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาคมาเรียบร้อยแล้ว อย่างในประเทศฟิลิปปินส์ (ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่มีเพียงแค่ 5 แล็บเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติในการทดสอบแบบ RT-PCR) ควรพิจารณาการทดสอบแบบอิมมิวโนเอสเสย์เพื่อลดการทำงานของแล็บในการทดสอบแบบ RT-PCR และ CT สแกน จากนั้นก็ต้องการเพียงแค่ประชาชนในประเทศดำเนินชีวิตแบบมีเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) คอยดูความคืบหน้าของจำนวนผู้ติดเชื้อ และวิธีอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสและทำให้พวกเรากลับมาใช้ชีวิตแบบปกติได้ในที่สุด

หนึ่งความเห็นบน “คำอธิบาย: การทดสอบ COVID-19”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.