ข้อมูลจากการรายงาน: รายงานเกี่ยวกับ COVID-19 จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย

เราได้รับรายงานมาจากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ สามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่ เราทำการเผยแพร่ข้อมูลจากการรายงานนี้เพราะเห็นว่าข้อมูลที่อยู่ในรายงานโดยรวมอาจจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเองรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศพม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่กำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่

เรื่อง: ขอเสนอมาตรการแนวทางเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

เรียน คณบดีสถาบันผลิตแพทย์ทุกสถาบัน

ตามที่สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และขณะนี้พบการแพร่ระบาดของโรคไปเกือบทั่วโลก และในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อกว่า 212 ราย ในการนี้ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันเสนอมาตรการแนวทางเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคได้มาถึงจุดผกผันที่ประเทศไทยอาจเกิดการแพร่กระจายโรคแบบ Super Spread หรือสามารถชะลอการแพร่กระจายของโรคออกไปได้

[ขอสงวนข้อมูลส่วนบุคคล]

โดยขอให้คณบดีสถาบันการผลิตแพทย์ ได้พิจารณาข้อมูลและให้ความเห็นต่อมาตรการนี้เพื่อให้การเสนอมีความครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความเร่งด่วนในการนำเสนอ

จึงเรียนมาเพื่อทราบเพื่อโปรดดำเนินการต่อไปด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถือ

[ขอสงวนข้อมูลส่วนบุคคล]

__________

ข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ได้ถูกยื่นให้พิจารณาเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทย สถานการณ์ในอีก 30 วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขอรัฐบาล

“อยู่บ้าน หยุดไวรัส เพื่อประเทศไทย” และภาพกราฟจากการประมาณการในอีก 30 วันข้างหน้า

สถานะที่เป็นอยู่ / ไม่ทำอะไรเลยล็อคดาวน์ / ทุกคนอยู่บ้าน
ผู้ติดเชื้อ351,79224,269
รักษาตัวในโรงพยาบาล 52,792 3,630
ต้องอยู่ในห้อง ICU 17,597 1,212
เสียชีวิต 7,039 485

ถ้ารัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการเพื่อจัดการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคได้ จะช่วยลดจำนวนคนติดเชื้อ และชะลอความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดจากการระบาดได้ โดยจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตรงตามเวลาที่กำหนด และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นโยบายเพื่อจัดการปัญหาโรคระบาด COVID-19 ในประเทศไทย จึงประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้

ระยะที่ 1: ภายใน 22 มีนาคม 2563

จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมที่คาดว่ามีในประเทศ 440-882 ราย

มาตรการที่รัฐควรพิจารณาได้แก่

  1. จัดสรรทรัพยากรให้แก่สถานพยาบาลให้เพียงพอ ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณูปโภค รวมถึงอาหารและน้ำ และจัดระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ
  2. วางแผนจัดการทรัพยากรและสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพของประชาชน
  3. วางแผนการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชน
  4. วางแผนการจัดการระบบพลังงานของประเทศ อันหมายรวมถึง ไฟฟ้า น้ำมัน และอื่นๆ ที่จำเป็น
  5. วางแผนการจัดการระบบสื่อสาร
  6. ห้ามออกจากเคหะสถาน ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วนด้านสุขภาพ โดยติดต่อผ่านศูนย์ประสานงาน

ระยะที่ 2: 4 สัปดาห์

มาตรการที่รัฐควรพิจารณามี 2 ทางเลือกได้แก่

ตัวเลือกที่ 1: ล็อคดาวน์ประเทศเป็นเวลา 4 สัปดาห์

  1. ประกาศบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระงับการเดินทางเข้าออกประเทศไทยทุกช่องทาง
  2. ห้ามออกจากเคหะสถาน ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วนทางด้านสุขภาพ โดยติดต่อผ่านศูนย์ประสานงานกลาง เช่น 1669 หรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้บริการสาธารณะ
  3. จัดระบบคมนาคมขนส่ง และที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่บุคลากรที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านเศรษฐกิจ

  1. จัดระบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคโดยร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยคำนึงถึงความเพียงพอ ความครอบคลุม การเข้าถึง ของประชาชนในพื้นที่ และร่วมมือกับระบบบริการขนส่งสินค้าของรัฐและเอกชน
  2. ให้สถานประกอบกิจการด้านอาหาร/ร้านสะดวกซื้อ จำหน่ายอาหารเฉพาะอาหารพร้อมรับประทานสำหรับนำกลับบ้าน
  3. กำหนดเวลาในการซื้อหาของจำเป็นในการดำรงชีพ และกำหนดจุดจำหน่ายจ่ายแจก ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยรัฐ
  4. ออกมาตราการดูแล และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย

มาตรการด้านสังคม

  1. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจ/ทหาร เพื่อดูแลความสงบ และความปลอดภัยสำหรับประชาชนในพื้นที่
  2. กำหนดให้ทุกคนดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการรักษาระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing)

มาตรการด้านการแพทย์

  1. จัดระบบบริการทางการแพทย์โดยจำแนกเป็น สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยไม่รุนแรงและสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ โดยจัดให้มีระบบข้อมูลสารสนเทศเชื่อมต่อโดยตรงกับ war room
  2. กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการให้บริการทางการแพทย์ และจัดส่งยาที่จำเป็นสำหรับกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆ ที่ต้องการยาหรือเวชภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาครัฐและเอกชน

ทางเลือกที่ 2: ล็อคดาวน์เพียงบางส่วน

จังหวัด/เขตปกครองพิเศษที่มีอัตราการติดเชื้อสูง ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนปรับใช้ระดับประเทศ

  1. ห้ามเดินทางเข้ามา/ออกจากจังหวัด/เขตปกครองพิเศษในทุกช่องทาง
  2. ห้ามออกจากเคหะสถาน ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วนทางด้านสุขภาพ โดยติดต่อผ่านศูนย์ประสานงานกลาง เช่น 1669 หรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้บริการสาธารณะ
  3. จัดระบบคมนาคมขนส่ง และที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่บุคลากรที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านเศรษฐกิจ

  1. จัดระบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคโดยร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยคำนึงถึงความเพียงพอ ความครอบคลุม การเข้าถึง ของประชาชนในพื้นที่ และร่วมมือกับระบบบริการขนส่งสินค้าของรัฐและเอกชน
  2. ให้สถานประกอบกิจการด้านอาหาร/ร้านสะดวกซื้อ จำหน่ายอาหารเฉพาะอาหารพร้อมรับประทานสำหรับนำกลับบ้าน
  3. กำหนดเวลาในการซื้อหาของจำเป็นวนการดำรงชีพ และกำหนดจุดจำหน่ายจ่ายแจก ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยรัฐ
  4. ออกมาตราการดูแล และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย

มาตรการด้านสังคม

  1. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจ/ทหาร เพื่อดูแลความสงบ และความปลอดภัยสำหรับประชาชนในพื้นที่
  2. กำหนดให้ทุกคนดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการรักษาระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing)

มาตรการด้านการแพทย์

  1. จัดระบบบริการทางการแพทย์โดยจำแนกเป็น สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยไม่รุนแรงและสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ โดยจัดให้มีระบบข้อมูลสารสนเทศเชื่อมต่อโดยตรงกับ war room
  2. กำหนดมาตราการอำนวยความสะดวกในการให้บริการทางการแพทย์ และจัดส่งยาที่จำเป็นสำหรับกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆ ที่ต้องการยาหรือเวชภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาครัฐและเอกชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เมื่อดำเนินการเต็มรูปแบบ จะชะลออัตราการเพิ่มจำนวนการติดเชื้อ หลังจาก 4-6 สัปดาห์
  2. ชะลอการระบาดของโรค และลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และสิ้นสุดภายใน 6-9 เดือน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.