รายงาน COVID-19 จากอิมพิเรียลมีความสำคัญกับฝั่งเอเชียอย่างไร

หลังจากที่มีรายงานจากอิมพิเรียลคอลเลจออกมา ก็สร้างความหวั่นใจให้กับหลายๆ ประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ของ COVID-19 ข้อมูลในรายงานไม่ได้ยาวมาก แต่เราได้สรุปส่วนที่มีสาระสำคัญ ซึ่งรวมไปถึงโมเดลทางระบาดวิทยาของเฟอร์กูสันที่มีอยู่ในรายงานมาไว้ด้วย โดยโมเดลของเฟอร์กูสันได้กล่าวถึงประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองประเทศนั้นถือได้ว่าความคล้ายคลึงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่พอสมควร

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มีอยู่ 3 ประเภท

ก่อนที่เราจะอธิบายถึงรายงานและโมเดลที่พูดถึงก่อนหน้านี้ เราอยากจะพูดถึงความสำคัญของความเป็นมาของประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้ ประเภทแรกคือ ประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม COVID-A ได้แก่ประเทศจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งประสบกับการแพร่กระจายของโรคซึ่งยับยั้งได้ยากจนส่งผลกระทบไปทั่วโลก ประเภทที่สองคือ COVID-B ได้แก่ประเทศที่มีชายแดนที่ติดกับประเทศจีนหรือประเทศที่มีคนจีนเดินทางเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก เคยได้รับผลกระทบจากโรคซาร์ส และดูเหมือนว่าเป็นประเทศที่มีคนที่ติดเชื้อเข้าประเทศและอาศัยอยู่จนกลายเป็นคลื่นลูกแรกของการระบาดของโรคที่เกิดขึ้น จนในที่สุดก็ส่งผลไปยังทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน

และประเภทที่สามก็คือ COVID-C ได้แก่ประเทศที่เกิดการระบาดของโลกจากการที่มีผู้ติดเชื้อบางคนจากประเทศในกลุ่ม COVID-A เดินทางเข้ามาในประเทศในช่วงเดือนมกราคมและในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มมีมาตรการในการจำกัดการเดินทางหรือการกักตัวสำหรับผู้โดยสารที่เป็นชาวจีน (และเกาหลีในภายหลัง) สิ่งที่เรารู้ตอนนี้โดยเป็นหลักประมาณง่ายๆ คือ มีแค่ 1 ใน 4 คนเท่านั้นที่ทางสาธารณะสุขสามารถเฝ้าระวังและทำการทดสอบได้ ส่วนอีกสามในสี่ที่เหลือที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ และหนึ่งในสามได้แพร่กระจายโรคต่อคนอื่นอีกประมาณหนึ่งพันคนได้ภายในช่วงเวลาแค่ 45 วัน

จากตัวอย่างของโมเดลวิทยาการระบาดของประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มจาก 10 คนที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ (หรือรู้ว่าได้รับเชื้อในภายหลังซึ่งช้าเกินไป) เข้ามาในประเทศในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเคสผู้ป่วย 3,000 – 4,000 เคสในปัจจุบัน คนที่เดินทางเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 200 คนในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นจุดเริ่มต้นของเคสผู้ป่วย 20,000 คนในสัปดาห์ที่แล้ว ในหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากลุ่มประเทศในประเภท COVID-C ได้รับคลื่นลูกที่สองของการระบาดของโรค โดยประเทศในกลุ่ม COVID-A และ -B ตอนนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

Aจีนและเกาหลีใต้ที่ๆ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโลกโดยตรงจากอู่ฮั่น ตั้งแต่ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี
Bฮ่องกง, มาเก๊า, ไต้หวัน, เวียดนาม, และสิงคโปร์

เช่นเดียวกันกับ: ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์
ที่ๆ ได้รับความเสี่ยงโดยตรงจากการที่มีคนจีนเดินทางเข้าประเทศ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่ตัดสินใจในการใช้มาตรการเด็ดขาด ทำให้สามารถป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดของโลกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

มีความเสี่ยงของการรับคลื่นลูกที่สองมาจากฝั่งยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ตัดสินใจใช้มาตรการปิดชายแดนในปัจจุบัน ตราบใดที่ยังใช้มาตรการนี้อยู่ ประเทศเหล่านี้จะสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของโลกจากคลื่นลูกที่สองนี้ได้ ทำให้สามารถปลีกตัวออกมาได้และยืดเวลาต่อไปได้อีกว่าจะมีวัคซีนในการรักษาในที่สุด
Cสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, อิตาลี, สเปน, เยอรมัน, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย

เช่นเดียวกันกับ: ไทย, อินโดนีเซีย, พม่า, ลาว, กัมพูชา, ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา

มีความเป็นไปได้: ญี่ปุ่น

กลุ่มประเทศที่มีการตรวจเจอจากชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศค่อนข้างน้อยในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ สองเดือนต่อมา ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโลกที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนนั้นด้วยวันเวลาที่เพิ่มขึ้น 4-5 เท่า

โมเดลของเฟอร์กูสันจากรายงานของอิมพิเรียลคอลเลจจับตามองที่กลุ่มประเทศ COVID-C ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อกลุ่มประเทศใน COVID-A และ -B หลายวันที่ผ่านมาหลายประเทศในกลุ่ม COVID-A และ -C ได้ออกมาประกาศใช้นโยบายให้คนกักตัวและปิดรับการเดินทางของคนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศของตน และดูเหมือนว่าโมเดลนี้จะไม่สามารถปรับใช้ได้ ถ้านโยบายเหล่านี้ยังคงอยู่จนกว่าจะได้รับวัคซีนและคลื่นลูกที่สองของ COVID-C ที่เข้ามาในประเทศได้ถูกตรวจสอบจนเจอและได้รับการยับยั้งไว้ได้ทัน ทุกประเทศต้องมีกลยุทธ์ในการปราบปรามและยับยั้ง COVID-19 ไว้จนกว่าจะได้รับวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในขณะนี้

รายงานนี้ถูกเขียนมาเพื่อปลุกให้คนเขียนนโยบายที่เป็นชาวอังกฤษ ยุโรป และอเมริกัน ได้เผชิญกับความจริงที่ว่าเหล่าประเทศในกลุ่ม COVID-C กำลังต้องต่อสู้กับภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ พวกเขาคิดว่าน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ของ COVID-19 ผ่านภูมิคุ้มกันหมู่ โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ยาก เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิคุ้มกันซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ ผู้นำหลายคนรวมไปถึงบอริส จอห์นสันที่เชื่อว่าไม่สามารถทำอะไรได้มากกับการแพร่ระบาดของโลกที่มาถึงจุดนี้ จากโมเดลจะเห็นได้ว่าถ้าเลือกที่จะ “ไม่ทำอะไรเลย” การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศอังกฤษจะสูงที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน เป็นไปได้ว่า 80% ของประเทศจะได้รับเชื้อและ 510,000 คนอาจเสียชีวิตได้ (2.2 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกา)

โมเดลของเฟอร์กูสัน

โมเดลของเฟอร์กูสันทำการสันนิษฐานมาจากข้อมูลที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด อย่างแรกคือเชื่อว่าจำนวนครึ่งของคนที่ติดเชื้อคือกลุ่มคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว โดยอัตราการตายจากการติดเชื้อ (infection fatality rate, IFR) น้อยกว่าเคสของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการคอนเฟิร์มแนะนำในปัจจุบัน เชื่อว่า IFR คือ 9% แต่มีกรณีที่รุนแรงมากและต้องพึ่งการรักษาในโรงพยาบาล 4.4% และ 30 % ของเหล่านั้นที่ต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อการรักษาต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยเครื่องช่วยหายใจ (oxygen ventilation, EMCO) ซึ่งจากสิ่งที่ประเทศอิตาลีกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ 50% ของผู้คนเหล่านั้นอาจเสียชีวิตได้ เพราะหากความต้องการใช้ห้อง ICU มีมาก แต่โรงพยาบาลกลับมีเครื่องช่วยหายใจให้บริการไม่มากพอ คนไข้เหล่านั้นก็จะไม่มีเครื่องช่วยหายใจใช้และอาจต้องเสียชีวิตในที่สุด

โมเดลของเฟอร์กูสันมองที่มาตรการทั้งสี่กับ R0 ของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้น (ซึ่งผันแปรจาก 2 ถึง 2.6) และ 5 เกณฑ์ที่เป็น ‘ตัวนำ’ การขาดการทดสอบและข้อสงสัยที่มีเกี่ยวกับจำนวนชาวจีนที่มี ทำให้เรายังคงไม่แน่ใจใน R0 ของ COVID-19 แม้ว่าจากการเดาที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ 2.4 มีโอกาสที่สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและชื้นมากขึ้นอาจลดค่าของ R0 ลงได้ แม้ว่าจะไม่มีในรายงานฉบับนี้หรือโมเดลล่าสุดสำหรับประเทศฟิลิปปินส์ก็ตาม มาตรการทั้งสี่ประกอบด้วย:

จากรายงาน มีการสันนิษฐานว่ากลุ่มประเทศ COVID-C รวมไปถึง -A หรือ B จะต้องใช้ความพยายามหยุดยั้งการระบาดของ COVID-19 ไปอีก 18 – 24 เดือน เพราะมาตรการทั้งสี่นั้นไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้หากยังไม่ได้วัคซีนมาใช้ในการรักษา โดยความพยายามในการหยุดยั้งนั้นจะเป็นไปหรือลดทอนลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตัวนำต่างๆ ตัวนำที่ว่านี้คือ “การประกาศใช้นโยบาย X ในประเทศเมื่อผู้ป่วย COVID-19 จำนวน Y กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในเตียงผู้ป่วยหนัก”

โมเดลให้การสนับสนุนความคิดในการปิดโรงเรียนและที่ทำงานนั้น ส่งผลได้ดีกว่าการห้ามการชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ยังพบอีกว่า นโยบายในปัจจุบันที่ใช้กันจำนวนมากแทบจะทุกที่คือการแยกผู้ป่วยให้ห่างไกลนั้นอาจจะไม่เพียงพอ เพราะคนในบ้านทั้งหมดที่เคยอยู่ด้วยกับผู้ป่วยก็ควรกักตัวเองอยู่ในบ้านเช่นกัน หลังจากที่มีการตรวจพบเชื้อของสมาชิกในบ้าน

จากโมเดล ค้นพบว่ามาตรการทั้งสี่อาจจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอังกฤษน้อยลงจาก 510,000 เหลือเพียง 8,600 รายถ้า R0 ของ COVID-19 เท่ากับ 2.4 และตัวนำคือการที่มีผู้ติดเชื้อจำนวน 60 คนในห้อง ICU จำนวนผู้เสียชีวิตอาจมากถึง 39,000 คนด้วยมาตรการเดียวกันแต่ด้วยตัวนำที่เปลี่ยนไปเป็นการที่มีผู้ติดเชื้อ 400 คนในห้อง ICU แม้จะมีจำนวนตัวนำน้อย มีการแยกตัวออกจากคนอื่น ไม่เข้าสังคม อยู่แต่ในบ้าน ก็อาจจะยังมีผู้เสียชีวิตมากถึง 85,000 ราย โดยหากกำหนดให้ตัวนำมีค่าที่ 100 พร้อมทำตามมาตรการทั้งสี่ ผลลัพธ์จะออกมาในลักษณะนี้:

‘การดัดโค้งของกราฟ’ ยิ่งมากยิ่งหมายความว่าจำนวนผู้ป่วยในห้อง ICU จะมากขึ้นไปด้วย จากนั้นจะมีการวนรอบของมาตรการในการปราบปรามทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้นจนกว่าตัวนำจะถูกรีเซ็ตขึ้นมาใหม่ ในกรณีของสถานการณ์ที่ดีที่สุดก็คือกลุ่มประเทศใน COVID-C สามารถต่อสู้กับคลื่นการระบาดของโรคได้ในทุกๆ 2 เดือนจนกว่าจะมีวัคซีนมาใช้ในการรักษา

โมเดลนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อฝั่งเอเชีย

มีแนวโน้มว่า COVID-19 อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตมากขึ้นในประเทศกลุ่ม C ที่เราระบุไว้ก่อนหน้านี้ อธิบายได้ง่ายๆ ว่า โรงพยาบาลที่มีความสามารถในการดูแลขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีจำนวนน้อยกว่าประเทศอังกฤษหรือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการสันนิษฐานความสัมพันธ์กันของ เตียง ICU กับอุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการหายใจ (EMCU) อยู่ที่ 1:1 แต่เมื่อลองเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ตัวเลขคือ 1 เครื่องช่วยหายใจสำหรับเตียง 10 เตียงในห้อง ICU ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสามารถในการดูแลขั้นพื้นฐานที่สำคัญนั้นลดลงอย่างรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด หากไม่มีมาตรการที่เคร่งครัด การเสียชีวิตจาก COVID-19 จะมีลักษณะเช่นนี้ในประเทศที่ไม่มีอุปกรณ์ EMCU เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย

รายงานยังให้ความสงสัยในโมเดลการยับยั้งของจีนกับเกาหลีใต้ อย่างในฮ่องกง เราเชื่อว่ามีคนจากประเทศจีนเข้าไปในประเทศอยู่มาก จนอาจจะเป็นปัญหาในการดูแลหรือแม้แต่วินิจฉัยโรคได้ทันเวลา จากแผนที่ SINT HK ซึ่งมีความละเอียดสูงทางภูมิศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าตอนที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากอยู่ในมณฑลหูเป่ย COVID-19 ได้แพร่กระจายไปแทบจะทุกเมืองในประเทศจีน นักวิทยาการระบาดในฮ่องกงเปิดเผยว่านี่คือสัญญาณของการแพร่ระบาดของโรคในระดับชุมชน

เมื่อมาลองทบทวนดู ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ฮ่องกงปลอดภัยจากความกลัวของคลื่นลูกแรกที่ถาโถมเข้ามาก็คือ การที่มณฑลกวางตุ้งทำหน้าที่เป็นไฟร์วอลล์สำหรับ COVID-19 คำนึงถึงแค่เมืองอู่ฮั่นอย่างเดียวก็คงไม่พอ ประเทศในฝั่งเอเชียที่มีจำนวนของห้อง ICU รองรับผู้ป่วยได้น้อยพร้อมทั้งยังไม่สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้ควรดูการล็อคดาวน์ของหลายๆ ที่อย่างเมืองเซินเจิ้นและกวางโจวเป็นตัวอย่างและปฏิบัติตาม พวกเขาทำตามมาตรการที่มีในรายงานนี้ทุกอย่างยกเว้นการแยกประชากรเป็นกลุ่มย่อยที่มีความเสี่ยงจาก COVID-19 สูงที่สุด

สถานการณ์ในหลายๆ จังหวัดของประเทศจีนในช่วงปลายเดือนมกราคมก็เหมือนกันกับสถานการณ์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่พวกเขารู้ในตอนนี้ก็คือ พวกเขายังไม่สามารถทำการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้และจะยังคงเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถพัฒนาการทดสอบโรคได้ดีขึ้น ลดการล็อคดาวน์ลงหลังผ่านการล็อคดาวน์ไป 2 เดือนเมื่อความสามารถในการทดสอบนั้นอยู่ในขั้นที่เพียงพอจนถึงพร้อมที่สุด ซึ่งถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ต้องทำการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อทำการแยกออกจากพื้นที่อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เราเห็นว่ากำลังเกิดขึ้นในประเทศกลุ่ม COVID-A และ -B พวกเขาป้องกันปัญหาจากคลื่นระลอก 2 และ 3 ด้วยการกักตัวและระงับการเดินทางเข้าประเทศของต่างชาติ แต่ดูเหมือนว่ารายงานจากอิมพิเรียลยังสันนิษฐานว่ายังคงมีเที่ยวบินระหว่างประเทศดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นการขยายการแพร่เชื้อต่อไปอีกแม้จะสามารถควบคุมผลกระทบจากคลื่นระลอกแรกได้แล้วก็ตาม ทำให้เป็นหนึ่งเหตุผล ที่เราสนับสนุนการกักกันผู้มาถึงจากเที่ยวบินระหว่างประเทศและทำการจำกัดเที่ยวบินที่ไม่มีความจำเป็นในการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด

ตั้งแต่การล็อคดาวน์ในหลายๆ ประเทศ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมในการทดสอบ สิ่งเหล่านี้จะสามารถป้องกันไม่ให้มียอดผู้เสียชิวิตเป็นจำนวนมากได้ แต่อาจจะไม่สามารถทำได้ในหลายประเทศเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม หากยังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มมาเรื่อยๆ สิ่งนี้จะส่งผลกระทบเข้าอย่างจังต่อเศรษฐกิจ ทำให้เราต้องคำนึงถึงเรื่องอาหารที่เพียงพอและคนที่มีฐานะยากจนในประเทศ ณ ตอนนี้ จะต้องเลือกแล้วว่าจะทำการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้แล้วหรือยังหรือจะไม่ทำอะไรเลยจนสายเกินไป ปล่อยให้ประชาชนในประเทศได้รับเชื้อ 60-80% ซึ่งอาจส่งผลให้มีคนเสียชีวิตเป็นล้านคนได้

หมวดหมู่Thai

หนึ่งความเห็นบน “รายงาน COVID-19 จากอิมพิเรียลมีความสำคัญกับฝั่งเอเชียอย่างไร”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.