รายงานสถานการณ์: ฟิลิปปินส์

2 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมองย้อนกลับไป มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากมายที่เดินทางเข้ามาในประเทศในช่วงปลายเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการประกาศใช้นโยบายจำกัดการเดินทาง มีรายงานพบผู้ติดเชื้อจำนวน 3 รายที่ถูกตรวจพบในช่วงปลายเดือนมกราคม (ซึ่งสองคนเสียชีวิตในเวลาต่อมา) ตามด้วยรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในภายหลัง จากนั้นก็มีสัญญาณอันตรายเพิ่มขึ้นอีกเมื่อประเทศไต้หวันตรวจพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศที่เดินทางมาจากประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 6-7 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมามีการพบผู้ติดเชื้อที่ไม่มีประวัติในการเดินทางหรือได้พบปะกับคนที่มีประวัติในการเดินทางมาก่อน

หลายอาทิตย์ต่อมา เจ้าหน้าที่และหลายๆ หน่วยงานก็เริ่มพิจารณาว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว บ่งบอกถึงอะไร: ก่อนหน้านี้มีการระบาดของโรคที่ไม่สามารถยับยั้งได้ในประเทศฟิลิปปินส์ ในสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน โดยสาเหตุที่ไม่สามารถยับยั้งได้เนื่องจากขาดชุดเครื่องมือในการตรวจสอบโรคที่เพียงพอ จนกระทั่งสองอาทิตย์ที่แล้วกรมอนามัยของประเทศฟิลิปปินส์ต้องส่งชุดเครื่องมือออกนอกประเทศเพื่อทำการทดสอบ ขณะนี้มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์กำลังทดสอบการใช้ PCR ซึ่งส่งผลให้มีการทำแล็บไบโอมากมายเกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย โดยมีการทดสอบมากถึง 2,000 เคสเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

การแพร่ระบาดของโรคที่เกิดขึ้นเป็นเพราะไม่ได้รับการตรวจสอบที่เพียงพอ กรณีที่ผลตรวจเป็น negative แต่กลับกลายมาเป็น positive ในภายหลังมีมากถึง 17% มีคนที่ถูกตรวจสอบแล้วได้ผลเป็น positive จำนวน 142 คน โดย 12 คนได้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเมื่อคำนวณตามการเพิ่มแบบชี้กำลังและอัตราส่วนของเคสที่มีความเสี่ยง/เสียชีวิตจะอยู่ที่ 8.2% ตามที่ทางกรมอนามัยได้ออกมาพูดถึงเกณฑ์ของการระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีดูแตร์เต ได้ประกาศใช้นโยบายล็อคดาวน์เพื่อป้องกันความเสี่ยงครั้งที่ 2 เมื่อ 3 วันที่แล้ว โดยการกักตัวดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

จริงๆ แล้วไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้มีการแพร่กระจายของโรคไปถึงไหนแล้วในฟิลิปปินส์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะช่วยเหลือประเทศฟิลิปปินส์ในเรื่องของอุปกรณ์การทดสอบโรคที่เพียงพอสำหรับใช้งานในแต่ละวัน เพื่อยืดเวลาและดูว่าอุณหภูมิและความชื้นที่เพิ่มขึ้นจะสามารถทำให้การแพร่ระบาดของโลกนั้นช้าลงได้หรือไม่ ไม่นานมานี้ได้มีการเผยแพร่โมเดลการแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็วในประเทศฟิลิปปินส์ โดยสามารถดูได้จากรูปภาพและคำอธิบายได้ที่ด้านล่างนี้:

  • คาดการณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 3,600 รายในฟิลิปปินส์ปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง <4% ของเคสทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับการระบุแน่ชัดแล้ว
  • ใช้เวลาเป็นสองเท่า คือ 4 วัน
  • การระบาดของโรคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะไปถึงจุดสูงสุดในกลางเดือนมิถุนายน โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 250,000 ราย
  • หากเป็นไปตามรายงานข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ COVID-19 จากอิมพิเรียลคอลเลจ
    • ประมาณ 22,000 ราย อาจถึงขั้นเสียชีวิต (CFR = 9%)
    • ประมาณ 49,000 ราย ต้องทำการรักษาตัวในโรงพยาบาลและต้องใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในหายใจ

ตัวเลขเหล่านี้ถึงเกณฑ์ที่เราได้ให้คำแนะนำไว้ในนโยบายแนะนำ ในการล็อคดาวน์พื้นที่ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรกระทำก่อนหน้านี้นานแล้ว แม้ว่าจะมีการยืนยันการแพร่ระบาดของโรคในบริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงมนิลาเท่านั้น แต่การล็อคดาวน์เกิดขึ้นในพื้นที่ของเกาะลูซอนแล้วเมื่อวานนี้ สิ่งที่คนภายนอกเรียก ‘มนิลา’ นั้นหมายถึงบริเวณเขตนครหลวงแห่งชาติ ซึ่งเป็นเขตนครหลวง 16 แห่งที่แตกต่างกันของหน่วยงานทางการเมืองระดับเมือง การกักตัวในระดับชุมชนจะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคระหว่างเขตโดยรอบได้ มีการปิดล้อมพร้อมกับทหารติดอาวุธบริเวณที่มีผู้คนหลายล้านคนข้ามแดนในแต่ละวัน

ด้วยเหตุนี้จึงดูเหมือนว่ากรมอนามัยได้กำหนดแน่นอนแล้วว่า COVID-19 อาจแพร่กระจายไปถึงลูซอนเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้คือ การป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเดินทางออกนอกอาณาเขตไปยังจังหวัดข้างเคียงที่ไม่มีหน่วยการแพทย์ฉุกเฉินรองรับได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งอาจมีเพียงที่เดียวรองรับผู้ป่วยจากหลายๆ เมืองเท่านั้น เราจะพยายามรวบรวมภาพสถิติที่สมบูรณ์มากกว่านี้ในอนาคต แต่นี่คือแหล่งที่มาของข้อมูลที่เราพบในขณะนี้โดยแสดงให้เห็นดังต่อไปนี้:

  • มีเพียงแค่ 4 จาก 17 เขตเท่านั้นที่ปฏิบัติตามมาตรฐานของอัตราส่วนเตียงในโรงพยาบาลท้องถิ่นของกรมอนามัยในท้องถิ่น และมีแค่เขตนครหลวงที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในนโยบายขององค์การอนามัยโลก [ที่มา]
  • อุปกรณ์ช่วยในการหายใจ 1 ชุดต่อเตียง 10 เตียงในห้อง ICU [ที่มา]

การแพร่ระบาดของโรคที่เกิดนอกเมืองเซบูและเขตนครหลวงจะไม่สามารถควบคุมได้ หากไม่สามารถทำการยับยั้งได้จะทำให้โรงพยาบาลนั้นเต็มไปด้วยผู้ป่วยติดเชื้อซึ่งจะกลายเป็นหายนะในที่สุด ตัวอย่างเช่น ประเทศอิหร่านที่การรายงานตัวเลขของผู้ป่วยนั้นไม่เป็นที่น่าเชื่อถือซักเท่าไหร่ ประเทศฟิลิปปินส์นั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอันดับสองของโลกในปัจจุบัน ที่ภายในประเทศยังมีข้อจำกัดในการรับมือกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบโรคที่เพียงพอ ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์นั้นจำเป็นที่จะใช้ไปกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจริงๆ เท่านั้น


https://twitter.com/annedontcare/status/1239769989596364807?s=21

แนะนำนโยบายที่ควรนำไปปรับใช้:

  • ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางขาออกไปยังต่างประเทศ
  • กักตัวคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติเป็นเวลาทั้งหมด 14 วัน
  • กักตัวทั้งครัวเรือนในกรณีที่มีสมาชิกในบ้านเป็นผู้ติดเชื้อหรือมีอาการที่ต้องสงสัยของ COVID-19
  • แยกตัวคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีออกจากผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรก
  • ให้มีการกักตัวในทุกๆ เมืองในประเทศฟิลิปปินส์จนกว่าจะทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้นหรือสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว
  • ร้องขอความช่วยเหลือด้านจากต่างประเทศเพื่อการสนับสนุนด้านเทคนิค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ประเทศสิงคโปร์ หรือกลุ่มประเทศที่พัฒนาที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา
  • เร่งหาการทดลองการตรวจทางน้ำเหลืองที่ได้ผล โดยต้องการเพียงแค่ 10 จากการทดลองเป็นพันที่มีอยู่
  • คอยดูแลให้มีอาหารเพียงพอต่อผู้คนในสถานการณ์เช่นนี้
  • ควรให้การช่วยเหลือแก่คนยากจนในเรื่องของอาหารที่เพียงพอโดยอาจเป็นการแจกเงินสด ห้ามไม่ให้มีการขับไล่ และช่วยเหลือธุรกิจด้วยการให้กู้โดยไม่มีดอกเบี้ย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.